จากกระเเสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุน ที่ประเทศไทยเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้อง เข้าสู่การเจรจาในกรอบต่างๆ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แล้วท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับ กลุ่มประเทศใดมากที่สุด




|
| News (408 news) |
 |
ปตท.และผู้ค้าทุกราย ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดภายในประเทศ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผล 5.00 น. วันนี้ หลังราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นติดต่อกัน ส่งผลให้ค่าการตลาดรายวันลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง มีรายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันทุกราย ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดภายในประเทศ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผล 5.00 น. วันที่ 10 มีนาคม 2553 (วันนี้) หลังราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นติดต่อกัน ส่งผลให้ค่าการตลาดรายวันลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ปตท.จึงจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันนี้ เป็นดังนี้ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 ลิตรละ 19.22 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลิตรละ 31.54 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 33.84 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.34 น้ำมันเบนซิน 91 ลิตรละ 37.44 บาท น้ำมันไบโอดีเซล ลิตรละ 27.99 บาท และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลิตรละ 29.19 บาท นายวิทยา หวังจิตรารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การตลาดขายปลีกหน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. กล่าวให้เหตุผลในการปรับราคาในครั้งนี้ โดยยืนยันว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันพุธของสัปดาห์ก่อน จากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีขึ้นทั้งตัวเลขทบทวนจีดีพีไตรมาส 4 ที่เพิ่มขึ้นเป็นบวกร้อยละ 5.9 จากเดิมบวกร้อยละ 5.7 อัตราการว่างงานเดือนกุมภาพันธ์ 2553 อยู่ระดับร้อยละ 9.7 ไม่เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2553 ดัชนีแนวโน้มการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3 จุดจากเดือนมกราคม 2553 มาอยู่ที่ระดับ 93.5 จุด ประกอบกับการแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงินในประเทศกรีซเริ่มมีมาตรการที่ชัดเจน ทำให้ค่าเงินยูโรเริ่มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินออกจากตลาดซื้อขายเงินที่เริ่มให้ผลตอบแทน ต่ำเข้าสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แทน รวมถึงปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น การเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในอิรักและไนจีเรีย ความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบวันนี้ (9 มีนาคม 2553) ขึ้นมาอยู่ที่ 78.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันสำเร็จรูปเบนซินสิงคโปร์ขึ้นมาอยู่ที่ 93.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแล้ว 5.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 1.09 บาทต่อลิตร น้ำมันสำเร็จรูปดีเซลสิงคโปร์อยู่ที่ 88.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 0.69 บาทต่อลิตร
ที่มา : โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ |
Read More
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อยในวันอังคาร(9) ท่ามกลางการจับตาทิศทางการลงทุนในวาระครบหนึ่งปีแห่งจุดต่ำสุดของภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 11.86 จุด (0.11 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 10,564.38 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 8.47 จุด (0.36 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,340.68 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 1.94 จุด (0.17 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,140.44 จุด
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
ราคาน้ำมันปรับลดจากระดับสูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์เมื่อวันอังคาร(9) จากแรงกดดันของค่าดอลลาร์และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 38 เซนต์ ปิดที่ 81.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากช่วงหนึ่งของการซื้อขายร่วงลงต่ำสุด 80.16 ดอลลาร์ ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน ลดลง 56 เซนต์ ปิดที่ 79.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้คงราคารับประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แม้ว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังได้ร้องขอให้ปรับเพิ่มราคาประกันให้อยู่ในอัตรา 12,000-14,000 บาทต่อตัน ก็ตาม เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่าราคาประกันที่รัฐบาลกำหนดไว้นั้นเป็นราคาที่เหมาะสมอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปหาแนวทางเยียวยาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร หลังจากเกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างหนัก เบื้องต้นคาดว่าจะใช้วิธีชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาตั้งแต่ช่วงวันที่ 12-28 ก.พ. แต่เกษตรกรต้องนำหลักฐานมายืนยันความถูกต้องอีกครั้ง โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะยังไม่ระบายข้าวออกไปในช่วงนี้แต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งให้นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยข่าวระบายข้าวในสตอกรัฐบาล จำนวน 2 ล้านตัน โดยกำชับให้ทำการสอบสวนและหาข้อสรุปเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ส่วนเหตุผลว่าทำไมจะต้องให้คนในกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ที่เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้เอง ก็เป็นเพราะว่ากระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการระบายข้าวโดยตรง และคงหาข้อมูลเรื่องนี้ได้ไม่อยากนัก แม้ว่าคนที่ออกมาให้ข้อมูลจะใช้คำว่าแหล่งข่าวก็ตาม
“ระหว่างการประชุมก็ได้รับแจ้งจากทางจังหวัดสุพรรณบุรี ว่า มีคนส่งเอสเอ็มเอส ว่ารัฐบาลจะระบายข้าว 2 ล้านตันอีกแล้ว เบื้องต้นที่ประชุม จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการฯ ชุดที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ไปตรวจสอบด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะหาตัวผู้ปล่อยข่าวได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นการส่งข้อมูลผ่านระบบเอสเอ็มเอส โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าว เพราะเรื่องข้าวเป็นสินค้าการเมือง มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก แต่ผู้ที่เสียหายจากเรื่องนี้ก็คือ รัฐบาลและเกษตรกร” นางพรทิวา กล่าว
สำหรับการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวของรัฐบาลเพื่อพยุงราคาข้าวให้สูงขึ้นนั้น ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายในจะเชิญตัวแทนโรงสีเข้ามาหารือถึงมาตรการจูงใจให้โรงสีเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีโรงสีเข้ามาร่วมแล้วจำนวน 42 โรง ในพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งมาตรการจูงใจอาจเพิ่มราคาค่าเก็บรักษาข้าว ให้สูงขึ้นจากราคาที่ตั้งไว้ 55 บาทต่อตันต่อเดือน เป็นต้น
นางพรทิวา กล่าวด้วยว่า ส่วนที่ข่าวว่าเกษตรกรจะยกขบวนกันมาที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ อยากจะขอร้องว่าไม่ต้องมา เพราะรัฐบาลรับทราบความเดือดร้อนของเกษตรกร และเตรียมที่จะเข้าไปหาทางช่วยเหลือให้อยู่แล้ว และกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติงาน เมื่อได้รับทราบนโยบายของรัฐบาล ก็พร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.วันนี้ (9 มี.ค.) ได้เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาการประกาศราคาอ้างอิงข้าวจากทุก 15 วัน เป็น 7 วัน โดยกระทรวงพาณิชย์ จะรายงานข้อมูลราคาให้นายกฯ รับทราบในทุกวันเสาร์ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ถัดมา ซึ่งน่าจะช่วยทำให้เกษตรกรรับทราบราคาข้าว อย่างทันท่วงที.- สำนักข่าวไทย
Read More
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 มี.ค. ยังถูกกดดันจากปัญหาเมืองในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบและส่วนใหญ่อ่อนตัวในแดนลบ โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 722.51 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 716.60 จุด จนมาปิดตลาดที่ 718.77 จุด ลดลง 1.52 จุด หรือร้อยละ 0.21 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 13,701.96 ล้านบาท ส่วนตลาดเอ็ม เอ ไอ ปิดที่ 205.95 จุด ลดลง 0.81 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 65.41 ล้านบาท
ด้านสัดส่วนนักลงทุนแบ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 1,186.27 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 551.82 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิที่ 479.66 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิที่ 154.79 ล้านบาท
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยซึม ๆ และแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องการเมืองในประเทศ อีกทั้งไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้าสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน ส่วนการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนั้น ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนบ้างเล็กน้อย
ส่วนแนวโน้มวันที่ 10 มี.ค.นี้ คาดว่าดัชนีจะยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เพราะภาพรวมจากปัจจัยต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน โดยปัญหาการเมืองยังเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นไทยตลอดทั้งสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนไม่ค่อยกล้าเข้าลงทุนทั้งซื้อหรือขาย ซึ่งประเมินแนวรับที่ 705-710 จุด และแนวต้านที่ 725-730 จุด ด้านกลยุทธ์ แนะนำรอดูจังหวะเป็นหลัก หรือเล่นเก็งกำไรในระยะสั้น โดยเทขายเมื่อดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น.-สำนักข่าวไทย
Read More
กรุงเทพฯ 9 มี.ค. - นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จัดสรรเงินงบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อดำเนินโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในวงเงินรวม 1,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน คือ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา 9 โครงการ วงเงิน 745 ล้านบาท กรมส่งเสริมการส่งออก 2 โครงการ วงเงิน 70 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1 โครงการ วงเงิน 30 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 1 โครงการ วงเงิน 30 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล 1 โครงการ วงเงิน 55 ล้านบาท มหาวิทยาลัยศิลปากร 1 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรม โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 1 โครงการวงเงิน 20 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบให้ปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ประกอบด้วย โครงการของกรมทรัพยากรน้ำ ที่ขอปรับปรุงรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความจำเป็น คือโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ วงเงิน 687.93 ล้านบาท จาก 263 รายการ เป็น 326 รายการ และโครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่มีรายการซ้ำซ้อน โดยให้นำโครงการลำดับที่ 2 ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและของกลุ่มจังหวัด ปี 2553 มาดำเนินการแทน และโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอระบุสถานที่ดำเนินการให้ถูกต้อง มหาวิทยาลัยมหิดล ขอปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินในปีงบประมาณ 2553-2555 มาดำเนินโครงการในปี 2553 แทน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอแก้ไขการพิมพ์คลาดเคลื่อนให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบให้ขยายเวลาการให้หน่วยงานสามารถรับจัดสรรเงินจากโครงการไทยเข้มแข้ง สำหรับเงินสำรองจ่าย วงเงิน 8,500 ล้านบาท ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 . - สำนักข่าวไทย
Read More
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการที่รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ในวันที่ 11-23 มีนาคมนี้ ว่ารัฐบาลคงได้พิจารณาเหตุผลต่าง ๆ แล้ว และก่อนหน้านี้เคยมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาแล้ว ซึ่งประชาชนก็รับทราบถึงเหตุผลในการดำเนินการของรัฐบาล ด้านภาพลักษณ์ของไทยหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงนั้น คงไม่เป็นกังวลสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจประเทศไทย แต่กังวลว่านักลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่เคยเข้ามาลงทุนในไทย อาจจะไม่เข้าใจประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยดูจากภาพข่าวที่นำเสนอออกไป
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าห่วงการชุมนุมจะรุนแรงจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน แต่หากเป็นไปด้วยสงบก็เป็นสิ่งที่ดี และ มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่แย่เหมือนปี 2540 แม้จะมีการชุมนุมทางการเมือง เพราะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ทำให้การส่งออกของไทยดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกกังวลปัญหาเศรษฐกิจโลกมากกว่าการเมืองในประเทศ
ส่วนยอดการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้เชื่อว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ 500,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการลงทุนเพิ่ม ซึ่งการลงทุนบางส่วนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก
Read More
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันที่ 14 มีนาคมนี้ อาจจะมีเหตุการณ์ทุบตู้เอทีเอ็ม หรือเกิดความไม่ปลอดภัยในสาขาธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่า ตามแผนการดูแลความปลอดภัยของธนาคารพาณิชย์ในกรณีฉุกเฉินที่ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์นั้น หากเกิดกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้น ธปท.อนุญาตให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์สามารถตัดสินใจสั่งปิดการให้บริหารตู้เอทีเอ็มหรือสาขาที่มีจุดเสี่ยงได้ทันที โดยไม่ต้องรายงานให้ ธปท.ทราบก่อนการดำเนินการ
“ปกติการเปิดและปิดการดำเนินการของสาขาธนาคารพาณิชย์ หรือตู้เอทีเอ็ม ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานให้ ธปท.ทราบก่อน แต่ในกรณีฉุกเฉินธนาคารพาณิชย์สามารถรายงานตามภายหลังการปิดสาขาธนาคารและตู้เอทีเอ็มได้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตพนักงานและทรัพย์สินของธนาคารพาณิชย์ด้วย” นายเกริก กล่าว
นายเกริกกล่าวต่อว่า เชื่อว่าการดูแลด้านความปลอดภัยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเป็นสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ความเข้าใจดี และมีการเตรียมแผนรับมือไว้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ นายเกริก กล่าวว่า ธปท.ได้อนุมัติต่ออายุการให้บริการของศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของธปท.ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2553 จากกำหนดเดินที่จะต้องสิ้นสุดโครงการเมษายนนี้ เนื่องจากที่ผ่านมายังมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนกับศูนย์ฯ จำนวนมาก รวมทั้งเห็นว่าช่องทางดังกล่าวมีประโยชน์สำหรับการสร้างความเข้าใจในการให้ขอสินเชื่อ และบริการของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับ ธปท.รับทราบได้
“ที่ผ่านมาพบว่ายังมีประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์ฯเข้ามาเยอะ ดังนั้น เห็นว่าศูนย์ยังมีบทบาทสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอยู่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสินเชื่อเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินทั้งหมดได้” นายเกริก กล่าว
ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อร้องเรียนการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ สามารถร้องเรียนหรือปรึกษากับศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของ ธปท.ได้ที่เบอร์ 02-283-5900 อัตโนมัติ 12 คู่สาย. - สำนักข่าวไทย
Read More
“เจ๊วา”วีนแตก แฉนายทุนชักใยชาวนา ขนม็อบป่วนกรุง หลังตัวเองกว้านซื้อล่วงหน้า แต่ขายไม่ออก แถมกดดันให้รัฐเปิดรับจำนำ หวังระบายข้าว เตรียมเสนอกขช.วันนี้ แก้ปัญหาข้าวตกต่ำ เสนอให้พาณิชย์จัดการเบ็ดเสร็จตั้งโต๊ะซื้อ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของม็อบชาวนาว่า ได้รับรายงานว่ามีนายทุนที่เสียประโยชน์จากราคาข้าวตกต่ำ สนับสนุนให้ชาวนาบางกลุ่มเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวแทนโครงการประกันรายได้ เพื่อนำข้าวไปขายทำกำไร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการกว้านซื้อข้าวเปลือกเก็บไว้เพื่อรอขายเก็งกำไรกันมากแต่พอข้าวราคาตกก็ขายยาก และขายไม่ได้ราคา ทำให้มีการสนับสนุนชาวนาออกมาเคลื่อนไหวแทน “ตอนนี้การเคลื่อนไหวของชาวนามาจากหลายสาเหตุ ทั้งที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ เพราะขายไม่ได้ราคา หลังจากโดนนายทุนกดราคาซื้อ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ถูกนายทุนสนับสนุนให้ออกมาเคลื่อนไหว จึงขอฝากถึงชาวนาว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำอยู่ โดยได้ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกตามราคาอ้างอิงแล้วถึง 30 จุด ตามจังหวัดที่ประสบปัญหาข้าวตกต่ำ และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ กระทรวงพาณิชย์สามารถออกใบรับรองแก่ชาวนาเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบรับรองด้วย”นางพรทิวากล่าว ส่วนข้อเสนอที่สมาคมชาวนาไทยเรียกร้องให้รัฐบาลปรับระบบแทรกแซงราคาข้าวให้เกษตรกรใหม่ โดยเสนอให้รัฐบาลกลับมาใช้โครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2553 ชนิดข้าวเปลือกเจ้า 5% ความชื้น 15% ราคาตันละ 12,000 บาท พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณเข้าโครงการจากครอบครัวละ 25 ตัน เป็น 40 ตัน จะมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขด้วย ทั้งนี้ กขช. วันที่ 9 มี.ค. ที่ประชุมจะหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวราคาตกต่ำ โดยจะนำทุกข้อเสนอทั้งจากชาวนาและโรงสีให้ที่ประชุมพิจารณา ส่วนข้อเสนอจากกระทรวงพาณิชย์จะขอให้การเปิดจุดรับซื้อข้าวสามารถให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการโดยเบ็ดเสร็จเพื่อความรวบเร็วในการทำงาน เพราะการเปิดจุดรับซื้อบางส่วนที่เป็นขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน ทำให้การเปิดจุดรับซื้อล่าช้า นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาข้าวราคาตกต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากประเทศเวียดนามลดค่าเงินด่อง ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง โดยข้าวเวียดนามตอนนี้เหลือ 385 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดจากเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่สูงกว่า 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ข้าวเวียดนามถูกว่าไทยตันละประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ หรือถูกกว่า 3,000 บาทต่อตัน ทำให้ข้าวไทยปรับราคาขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ ข้าวไทยยังประสบปัญหาคุณภาพต่ำ โดยได้รับผลกระทบจากเพลี้ยกระโดด ทำให้ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าว จึงมีความชื้นสูงและถูกหักราคามาก ขณะเดียวกันยังมีนายทุนลักลอบนำข้าวจากเวียดนามและกัมพูชา ที่คุณภาพต่ำกว่าไทย มาผสมอัตรา 1 ต่อ 3 และ 1 ต่อ 4 จนทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพแย่ลง ขายไม่ได้ราคา
Read More
ราคาน้ำมันยังปิดบวกในวันจันทร์(8) ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ตามหลังข้อมูลภาคแรงงานอันสดใสของสหรัฐฯ สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ ปิดที่ 81.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 58 เซนต์ ปิดที่ 80.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Read More
|
|
|