FPRI Poll
ท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศใดมากที่สุด

จากกระเเสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุน ที่ประเทศไทยเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้อง
เข้าสู่การเจรจาในกรอบต่างๆ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แล้วท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับ
กลุ่มประเทศใดมากที่สุด







 
















Username
Password
Search the site :
News (793 news)
space
กทช.เข้มกันฮั้วะประมูล3G ข้อมูลรั่วโทษคุกตลอดชีวิต
3/9/2553 9:20:00

      กทช.เพิ่มความเข็มงวดกันฮั้ว 3G ล่าสุดจับพนักงานทำข้อตกลงให้ชื่อกรรมการและข้อมูลเอื้อประโยชน์ผู้เข้ารอบชิงดำ 3G ฝ่าฝืนเอาผิดด้วยพ.ร.บฮั้วสูงสุดติดคุกตลอดชีวิต พร้อมจัดระบบประมูล 3G สุดเข้ม ผู้ประมูลอยู่โซนแดงยึดเครื่องมือสื่อสารห้ามฟังทีวี วิทยุ "นที" แอ่นอกฟันธงประมูล 3G เอกชนสู้เลือดอาบไม่มีใครยอมเสี่ยงรอลุ้นใบที่ 3 เพราะอาจเป็นหมัน
       
       พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่ออนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่านความถี่ 2.1 GHz กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีความพยายามจากบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการประมูล 3G และพนักงานของ กทช. มาขอรายชื่อคณะกรรมการในการประมูล 3G เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการประมูล กทช.จึงได้ดำเนินการป้องกันการนำไปสู่การฮั๊วด้วยการให้พนักงานกทช.ทั้งหมดมาทำข้อตกลงว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายชื่อกรรมการ หรือการให้ข้อมูลใดอันนำไปสู่การฮั้วของผู้เข้าร่วมการประมูล 3G หากใครฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษอาญาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั๊ว) ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
       
       ทั้งนี้ ได้กำหนดระยะเวลาการประมูลในวันที่ 20-28 ก.ย. ที่โรงแรมเอวาซอน หัวหิน โดยใช้งบประมาณบริหารจัดการทั้งหมดรวม 50 ล้านบาท เพื่อการดำเนินการประมูลที่โปร่งใสป้องกันการฮั๊วประมูล ซึ่งสถานที่ประมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โซนแดงจะเป็นโซนสำหรับห้องพักพร้อมห้องประมูล ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดจะต้องอยู่ในโซนนี้ตั้งแต่วันเริ่มประมูลจนสิ้นสุดการประมูล โดยไม่สามารถนำเครื่องมือสื่อสารใดๆ ติดตัวเข้าไปได้ และในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่มีโทรทัศน์วิทยุแบบจูนเนอร์ นอกจากนี้ ในส่วนพื้นที่ดังกล่าวกทช.จะติดตั้งระบบสื่อสารต่างๆ เพื่อใช้ในการประมูลใหม่รวมทั้งจัดหาคอมพิวเตอร์ให้ 4 เครื่อง และช่วงเช้าวันแรกของการประมูลจะต้องมีการจับฉลากเลือกรหัสรับเป็นตัวแทนชื่อของบริษัท โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะไม้รู้รหัสการประมูลของกันและกัน โซนสีเขียว สำหรับสื่อมวลชน และกทช. ซึ่งโซนนี้จะไม่มีการปิดการสื่อสารใด
       
       สำหรับการประมูลจะใช้วิธีการประมูลแบบพร้อมกันและดำเนินการประมูลหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round - SMR ) โดยการประมูลจะเปิดพร้อมกันทั้ง 2 ใบตั้งแต่เวลา 9.00-21.00 น.ให้เคาะราคาชั่วโมงละครั้งเท่ากับ 12 ครั้งต่อวัน โดยต้องเสนอราคาครั้งละ 640 ล้านบาท เท่ากับ 1 วันจะมีการเสนอราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 7,680 ล้านบาทจากราคาเริ่มต้น 12,800 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประมูลจะสามารถเลือกประมูลใบอนุญาต 1 ใบต่อหนึ่งรอบเท่านั้น โดยมีเวลาเคาะราคาในช่วง 30 นาทีแรกอีก 20 นาทีจะเป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์ประมวลผล และช่วง 10 นาทีสุดท้ายจะเป็นการรายงานผู้ชนะชั่วคราวในรอบนั้นซึ่งจะตัดสินจากราคาสูงสุด หากเสนอราคาเท่ากันผู้ที่เสนอราคาเร็วที่สุดจะเป็นผู้ชนะชั่วคราวไป ทั้งนี้ การรายงานผลจะรายงานเป็นรหัสของผู้ชนะการประมูล ซึ่งรายใดเสนอราคาสูงสุดในใบอนุญาตใดหน้าจอจะปรากฎว่าเครื่องหมายเป็นผู้ชนะราคาชั่วคราว ส่วนอื่นจะไม่มีเครื่องหมายใดๆ ปรากฎบนหน้าจอ
       
       อย่างไรก็ดี ในรอบแรกของการประมูลผู้เข้าประมูลทุกรายต้องเสนอราคา หลังจากนั้นแต่ละรายจะสามารถใช้สิทธิในการไม่เสนอราคาได้ 3 ครั้งตลอดการประมูล หากครั้งที่ 4 ไม่มีการเสนอราคาถือว่าสละสิทธิในการประมูล โดยการประมูลจะสิ้นสุดและได้ผู้ชนะการประมูลทันที
       
       พ.อ.นทีเชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ผู้เข้าร่วมทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด บริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ต เซอร์วิซ จำกัด และบริษัท เรียลมูฟ จำกัด จะเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดและนำมาซึ่งราคาคลื่นที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีผู้ให้บริการ ที่เสนอความจำนงเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ล้วนเป็นผู้ประกอบการรายเดิมและไม่มีใครยอมเป็นรายที่ 3 เพราะไม่มีใครสามารถการรันตีได้ว่า จะสามารถประมูลหรือออกให้ได้ตามกำหนดที่กทช.ว่างไว้ภายใน 90 วันหลังจากการประมูล 2 ใบแรกได้หรือไม่ เพราะในระยะเวลาดังกล่าวอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ซึ่งกทช.จะหมดอำนาจในการให้ใบอนุญาตทันที
       
       อย่างไรก็ตาม แม้กทช.สามารถออกใบอนุญาต 3G ตามแผนที่วางไว้การเปิดให้บริการในระยะเวลาห่างจาก 2 รายแรกอย่างน้อย 3 เดือนก็ทำให้มีความได้เปรียบในแง่ธุรกิจไม่น้อย เพราะอย่างน้อยก็สร้างภาพลักษณ์ที่เหนือกว่าและสร้างความคุ้นเคยรู้จักให้ลูกค้าไปได้ก่อน
       
       “ผมเชื่อว่าการแข่งขันใบอนุญาต 2 ใบแรกจะดุเดือน และไม่มีการฮั้วะ เพราะไม่มีใครอยากเป็นรายที่ 3 ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าใบอนุญาตใบสุดท้ายกทช.จะออกให้ได้หรือไม่ เพราะในช่วงเวลาที่เหลืออาจจะเกิดเหตุการณ์ที่กทช.ควบคุมไม่ได้เช่น พ.ร.บ.กสทช.ผ่าน ทำให้กทช.หมดอำนาจออกใบอนุญาตไปก็ได้”

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

TMBAMสานต่อกอง'ไพร์ม ฟันด์' ลุยบอนด์ระยะสั้นทั้งในและตปท.
3/9/2553 9:22:06

       บลจ.ทหารไทย ออก 2 กองทุนใหม่ ไพร์ม ฟันด์ รุ่นที่ 3 รับดอกเบี้ยขาขึ้น เน้นลงทุนเงินฝาก ตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ อายุ 6 เดือน พร้อมออกกองบอนด์เกาหลีใต้รุ่นที่ 106 เปิดขายพร้อมกัน 1-7 กันยายนนี้ ด้านผู้บริหารคาดดอกเบี้ยยังไม่ปรับขึ้นในเร็วนี้
       
       นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดขายกองทุนตราสารหนี้อีกทั้งสิ้น 2 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนเปิดทหารไทย ไพร์มฟันด์ รุ่นที่ 3 ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ที่เสนอขายทั้งในและต่างประเทศ มีอายุโครงการประมาณ 6 เดือนขนาดเงินทุนโครงการ 1,400 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนการลงทุนหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 1.80% และกองทุนเปิดพันธบัตรเกาหลีใต้รุ่นที่ 106 อายุของกองทุนประมาณ 1 ปี 10 เดือน ขนาดเงินทุนโครงการ 1 พันล้านบาท ให้ผลตอบแทนการลงทุนหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 2.40%
       
       โดยทั้ง 2 กองทุนได้กำหนดให้มีการทำสัญญาปกป้องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน กำหนดเปิดขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 1-7 กันยายนนี้ ผู้สนใจสามารถลงทุนด้วยมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท โดยผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษี
       
       สำหรับกองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้รุ่นที่ 106 มีนโยบายลงทุนใน พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรธนาคารแห่งชาติที่รัฐบาล องค์กรหรือหน่วยงานรัฐบาลเกาหลีใต้ เป็นผู้ออกหรือค้ำประกัน ซึ่งมีความเชื่อถือระยะสั้นของตราสารหรือผู้ออกตราสารในระดับ A+/F1 จากสถาบัน FitchRatings ส่วนกองทุนเปิดทหารไทย ไพร์มฟันด์ รุ่นที่ 3 จะมีการกระจายการลงทุนมากขึ้น
       
       ขณะที่ยังคงเน้นการลงทุนสัดส่วนหลักในพันธบัตรของรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่พันธบัตรรัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ ด้วยสัดส่วนการลงทุนประมาณร้อยละ 40 และพันธบัตรรัฐบาลไทยด้วยสัดส่วนการลงทุนประมาณร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือจะลงทุนในรูปเงินฝากกับธนาคารบาร์เคลย์ สาขาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณร้อยละ 24 และตั๋วแลกเงินธนาคารในประเทศไทยประมาณร้อยละ 16
       
       นายสมจินต์ กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากผู้ลงทุนต่อการออกกองพันธบัตรเกาหลีใต้ทุกกองที่ออกไปแล้วในปีนี้ และสำหรับกองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่นที่ 106 อายุ 1 ปี 10 เดือน ที่ออกใหม่ครั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับด้วยดีเช่นเดิม เพราะผู้ซื้อหน่วยลงทุนจะยังคงได้รับอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจคือร้อยละ 2.40 ต่อปี
       
       อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขึ้นทั้งสิ้น 2 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.25 ต่อปี ผลดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรและตราสารหนี้ในประทศได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตาม ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ออกกองทุนลักษณะผสม คือ กองทุนเปิดทหารไทย ไพร์มฟันด์ รุ่นที่3 ที่เน้นลงทุนทั้งพันธบัตรรัฐบาลไทย เกาหลีใต้ และเงินฝากในและต่างประเทศเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเลือกลงทุนระยะสั้นให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งคาดว่าภาครัฐยังไม่น่าจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในเร็วๆนี้

ที่มา : ASTV ผูจัดการออนไลน์

Read More

ผวาเก็งกำไรค่าบาท 'มาร์ค'สั่งธปท.จับตาใกล้ชิด-เชื่อไม่กระทบศก.รวม
3/9/2553 9:26:26

      แบงก์ชาติผวาเงินทุนไหลเข้าเก็งกำไร ระบุเงินบาทแข็งค่าเร็วแต่ผันผวนไม่มาก เผยนายกฯ แค่ให้ติดตามอย่างใกล้ชิด ด้าน "กรณ์" ให้อำนาจแบงก์ชาติ ยันไม่กระทบส่งออก-ศก.โดยรวม
       
       นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่เกรงว่าอาจจะมีการเก็งกำไรค่าเงินบาท ว่า ขณะนี้ ธปท.กำลังจับตาเงินทุนไหลเข้าไทยอย่างใกล้ชิด เพราะไม่มีใครแขวนป้ายบอกว่าเงินทุนเข้ามาเก็งกำไร แต่ตอนนี้ยังไม่อยากระบุชี้ชัด ขอดูข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อน ทุกคนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ต่างระมัดระวังและติดตามอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงมีความจำเป็นอะไรในระยะต่อไป และมองว่ามาตรการของ ธปท.ที่มีอยู่ยังสามารถรับมือประเด็นเหล่านี้ได้อยู่
       
       “เงินทุนไหลเข้าในขณะนี้มีทั้งลงทุนในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ โดยเมื่อมีการซื้อหุ้นหรือพันธบัตรไว้จะขายเมื่อไหร่ก็ขายได้อยู่แล้ว จึงเป็นการลงทุนระยะสั้น ส่วนจะเป็นลักษณะการเก็งกำไรหรือไม่ยังต้องจับตาดูอยู่” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
       
       ต่อข้อซักถามที่ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในขณะนี้แข็งค่าเร็วมากเกินไปหรือไม่ ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์หลังของเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทค่อนข้างแข็งเร็วมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ แต่เงินบาทไทยมีค่าความผันผวน 3-4% ถือว่าไม่มาก ซึ่งเป็นแนวทางของธปท.ที่พยายามดูแลไม่ให้ค่าเงินผันผวนมากเกินไป เพราะไม่อยากให้ผู้ส่งออกมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง ซึ่งขณะนี้ผู้ส่งออกไทยอยู่กลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย
       
       ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดเล็กเมื่อเช้าวานนี้ (2 ก.ย.) เป็นการรายงานสถานการณ์ค่าเงินบาท เงินทุนไหลเข้า-ออก สาเหตุ ข้อมูลค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ฝากโจทย์อะไรเป็นพิเศษ แต่ให้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด ถือเป็นแนวทางที่ ธปท.ดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้
       
       คลังยันบาทแข็งไม่กระทบส่งออก
       นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า "การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นยังอยู่ในระดับปานกลางและเป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับสกุลเงินในทวีปเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอ่อนแอ และมีภาระหนี้สูง ทำให้ความเชื่อมั่นในการถือครองเงินดอลลาร์ลดลง ขระนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้ ธปท.จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นจะมีการฉวยเก็งกำไร เมื่อเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาผ่านตลาดตราสารหนี้ และ ธปท.ก็มีมาตรการรองรับไว้แล้ว
       
       สำหรับภาคการส่งออก นายกรณืกล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบ เพราะการส่งออกส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในภาคอุตสาหกรรม ที่มีอัตราส่วนในการนำเข้าสินค้าต้นทุนสูง เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้ว ยังไม่เห็นว่ากรณีดังกล่าวจะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย
       
       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดเล็กที่า ที่ประชุมได้นำตัวเลขทั้งหมดมาวิเคราะห์ดู และเห็นได้ว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทั้งในส่วนของเงินบาทเอง รวมถึงเงินสกุลหลักๆ ที่อ่อนลงด้วย แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวก็ยังสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาคอื่นๆ พร้อมกันนี้ก็ดูว่าการออกมาตรการอื่นๆ ก็จะมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นสิ่งที่เรามีหน้าที่คือ ดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนเกินไป และความผันผวนที่มีมากเกินไปจนเราต้องดูที่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเก็งกำไร ซึ่งได้มอบหมายให้มีการจับตาดูเป็นพิเศษ ในกรณีที่เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ และได้มีการซักซ้อมกันว่ามีกลไก มาตรการอะไรบ้างที่อาจจะช่วยลดปัญหานี้ได้ ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีความพร้อมอยู่แล้ว
       
       ส่วนถึงขั้นออกมาตรการดูแลการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด และตนเห็นว่ามีความพร้อมที่จะรับมือ เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้เห็นว่ามีสัญญาณว่ามีความผิดปกติหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงไม่สรุปว่ามีความผิดปกติ แต่ถือว่าเวลาที่ค่าเงินมีแนวโน้มที่จะแข็งตัวค่อนข้างมาก ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนพยายามมาแสวงหาประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ก็เป็นการแสวงหาประโยชน์บนหลักการหรือทิศทางที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

เจทีบีกู้นักเที่ยวญี่ปุ่นกลับไทยอ้อนททท.ขอพื้นที่เที่ยวพิเศษ
3/9/2553 9:28:20

       เอเย่นต์ทัวร์จากประเทศญี่ปุ่น ยอมรับการเมืองไทย กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวแดนซากุระเดินทางมาไทยลดลงต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี เจทีบี ปรับกลยุทธ์ ขายเดสติเนชั่นอื่นๆที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ล่าสุดจับมือ ททท. จัดโครงการ TAT-JTB Group ร่วมสนับสนุนท่องเที่ยวไทย เล็งขอพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษจัดเฉพาะให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นหวังใช้เป็นกลยุทธ์ในการทำตลาด พร้อมจัดแฟมทริปชมแหล่งท่องเที่ยว ฝันสิ้นปีตัวเลขพุ่งแตะ 1 ล้านคน
       
       นายอิโมโต ฮิโรยูกิ กรรมการผู้จัดการ เจทีบี กรุ๊ป เอเย่นต์ทัวร์รายใหญ่ประเทศญี่ปุ่นมีสาขาทั้งหมด 136 แห่ง ใน 32 ประเทศ เปิดเผยว่า ผลจากเหตุการณทางการเมืองของประเทศไทย ที่เกิดต่อเนื่องมา 2-3 ปี ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาประเทศไทยลดลง โดยจากปกติที่เดินทางผ่านบริษัท เจทีบีเฉลี่ยที่ปีละ 1 แสนคน ลดเหลือ 5-6 หมื่นคนในปีนี้ บริษัทจึงทำตลาดประเทศไทยโดยแยกโปรโมตเป็นเดสติเนชั่น เพื่อหนีความวุ่นวายในพื้นที่กรุงเทพฯ
       
       นอกจากนั้นยังจัดให้พนักงานสาขาของบริษัท และในเครื่องข่ายที่กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ได้เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ในรูปแบบแฟมทริป ชมแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจในการขายและเชียร์สินค้า
       
       ล่าสุด หารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเปิดสถานที่พิเศษ ให้แก่ลูกค้าที่เดินทางผ่านเจทีบี ได้เข้าเยี่ยมชมเป็นกรณีพิเศษ เป็นกลยุทธ์ที่จะใช้ในการจูงใจลุกค้าให้ตัดสินใจเดินทางและใช้บริการซื้อแพกเกจทัวร์ผ่าน เจทีบี ให้มากกว่าเดิม เป็นเหมือนการตอบแทนลูกค้าให้มีความคุ้มค่าเงินที่จ่ายไปได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดญี่ปุ่นได้ในช่วงที่ชาวญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
       
       อย่างไรก็ตาม ในส่วนขององค์กร เจทีบี ได้เตรียมปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ให้มีศักยภาพเป็นบริษัทชั้นนำในระดับโลก เพิ่มบริการครบวงจร นอกจากการขายแพกเกจทัวร์ให้แก่ชาวญี่ปุ่นโดยจะขยายออกไปจับตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียในประเทศอื่นๆด้วย
       
       “ปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมเดินทางไปเที่ยวประเทศเกาหลี โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 2.3 ล้านคนในปี 2551 เพิ่มเป็น 3 ล้านคนในปี 2552 สะท้อนว่า ชาวญี่ปุ่นยังคงเดินทางเที่ยวต่างประเทศแม้จะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่จะเลือกใช้จ่ายในประเทศที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป และเป็นประเทศระยะทางใกล้ “
       
       อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะ ดึงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกลับคืนมา เพียงแต่ต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ
       
       ทางด้านนายสรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้จับมือกับ เจทีบี จัดโครงการ TAT-JTB Group ร่วมสนับสนุนท่องเที่ยวไทย โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงของเจทีบี รวม 50 คน และจากสาขาอีก 29 แห่ง ในญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิก เดินทางมาสำรวจสินค้าและบริการท่องเที่ยวของประเทศไทย จุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อมูลความพ้อมด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย พร้อมกับให้งบสนับสนุนการโฆษณาประเทศไทย
       
       “ ญี่ปุนเป็นตลาดอ่อนไหว จึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองมาก เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศไทยลดลง 40-50% ปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ททท.มั่นใจว่าโครงการความร่วมมือกับเจทีบี ครั้งนี้ จะกระตุ้นตลาดญี่ปุ่นให้ฟื้นกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว โดยยังตั้งความหวังว่าตลอดปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่น 9.8 แสนคน เท่าปีก่อน ถ้าดีมากอาจได้ถึง 1 ล้านคน”นายสรรเสริญ กล่าว

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง254.75จุด-น้ำมันปิดที่73.91ดอลลาร์
2/9/2553 9:24:47

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นถึง 254.75 จุด หรือ 2.54% ปิดที่ 10,269.47 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี500 ปรับขึ้น 30.96 จุด หรือ 2.95% ปิดที่ 1,080.29 จุด และดัชนีแนสแดค เพิ่มขึ้น 62.81 จุด หรือ 2.97% ปิดที่ 2,176.84 จุด ถือว่าเป็นการปรับตัวดีสุดในรอบ 8 สัปดาห์

 

เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเข้าซื้อหุ้น หลังจากที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผย ดัชนีภาคการผลิตเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 56.3 จุด จากเดือนส.ค.อยุ่ที่ระดับ 55.5 จุด หรือขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนการซื้อขายจากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน เดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 51.7% เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก.ค.

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์  ซึ่งกระทรวงแรงงานจะประกาศในวันวันพฤหัสบดีนี้  และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย  (pending home sales) เดือนก.ค.

ด้านตลาดน้ำมันไนเม็กซ์ของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ ชนิดไลท์สวีต ครูด งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่ 73.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ เบรนท์ลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่ 75.85  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Read More

ธปท.เผยยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลเงินบาท
2/9/2553 9:27:42

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขณะนี้ว่า เป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังดีอยู่  ไม่ได้เป็นผลจากการเข้ามาถล่มเก็งกำไร  ซึ่งธปท.ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการเสริม เพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาท  เพราะไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว โดยธปท.พร้อมเข้าดูแลค่าเงินบาทหากเกิดความผันผวนขึ้น ซึ่งเชื่อว่าภาคเอกชนจะสามารถปรับตัว รับกับการแข็งค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ผู้ว่าการธปท. กล่าวถึง กรณีที่นายกฯเรียกประชุมเพื่อหารือถึงสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในวันพรุ่งนี้ว่า  ธปท.พร้อมชี้แจงการทำหน้าที่ดูแลค่าเงินบาทและเงินทุนไหลเข้าตามข้อเท็จจริง ซึ่งในการทำหน้าที่ดูแลค่าเงินบาท ธปท.จะดูไม่ให้ค่าเงินผันผวน แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปกำหนดไว้ที่อัตราใดอัตราหนึ่งได้ เพราะขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานของเงินด้วย หมายถึงถ้าเศรษฐกิจดี  ส่งออกดี เงินทุนก็เลือกจะเข้ามา ส่งผลให้ค่าเงินปรับแข็งค่าขึ้นบ้าง และเป็นการแข็งค่าตามพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยที่ดีขึ้นด้วย

 

ธปท.ยังคงมีมาตรการดูแลเงินทุนไหลที่เหมาะสมไว้รับมืออยู่แล้ว เช่น มาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้าเข้าระยะสั้น 30% ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ หรืออีกหลายๆมาตรการก็มีการศึกษาอยู่ เพียงขณะนี้ไม่คิดว่าควรจะใช้เครื่องมือใด เพระการไหลเข้าเงินทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทยเท่านั้นแต่เป็นทั้งภูมิภาค ซึ่งหากเกิดเหตุการเงินไหลเข้าไทยฝ่ายเดียวก็คงต้องหันกลับมาคิดหนักว่าไทยมีจุดอ่อน หรือจุดแข็งใดที่ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา


"การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้แข็งค่าเร็วไปบ้าง  จากเดิมแข็งค่าประมาณ 3.5% แต่พอมาเดือน มิ.ย.แข็งขึ้นประมาณ 6.4%  เนื่องจากก่อนหน้านี้เรามีปัญหาภายใน  ทำให้ตอนนี้เราแข็งเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากมาเลเซีย แต่การแข็งค่าเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจ ไม่ใช่แข็งจากเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรซะทีเดียว เพราะเงินทุนย่อมหาที่ที่ผลตอบแทนดีกว่า ซึ่งเป็นกันทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะไทย"

 

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดเล็ก เพื่อหารือถึงสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าและผลกระทบ โดยนายกฯระบุว่ามีเงินไหลเข้าและออกจำนวนมากในขณะนี้   จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักซ้อมกันเพื่อความชัดเจน

Read More

รัฐบาลประเคนพันล้านพ่อค้าข้าว
2/9/2553 9:35:45

แฉไม่เลิกกระบวนการระบายข้าว 1.6 ล้านตัน ของรัฐบาลมีรายการยัดไส้แถม "ค่าขนส่งและ ปรับปรุงข้าว" แก่ผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท รวมเบ็ดเสร็จกว่า 1,000 ล้านบาท  แต่ความจริงข้าวถูกเวียนขายในประเทศโดยพ่อค้ารายเล็กจ่ายค่าขนส่งออก  กรมการค้าต่างประเทศเต้น  ระบุสื่อรับข้อมูลผิดๆ  กมธ.พาณิชย์เตรียมเรียกรัฐมนตรีชี้แจงด่วน

 กรณีคณะทำงานระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน  ได้ถูกผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ต่อว่าว่าดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส โดยมีการเจรจาขายข้าวให้บริษัทส่งออกข้าวบางบริษัทอย่างลับๆแทนที่จะประกาศอย่างเปิดกว้างนั้น ล่าสุดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเรื่องนี้ ได้ออกมายอมรับว่าได้เห็นชอบระบายข้าวสารในสต๊อกจำนวน 1.6 ล้านตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาแล้ว

ประเคนตันละ700 บาท
 แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นอกจากความไม่โปร่งใสของวิธีการขายที่เกิดขึ้นอย่างลับๆ ในวงแคบแล้ว   ยังมีปรากฏการณ์ที่วงการค้าข้าวกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีข่าวว่ารัฐบาลจะมีการจ่ายกำไรพิเศษให้กับผู้ส่งออกที่เสนอซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้อีกตันละ 600-700 บาท โดยอ้างว่าเป็น "ค่าขนส่งและปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออก"
ซึ่งหากประเมินจากปริมาณข้าว 1.6 ล้านตัน จะคิดเป็นวงเงิน 960 -1,120 ล้านบาท

 หากมีการจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวดังกล่าวจริง  แหล่งข่าวกล่าวว่าเท่ากับรัฐบาลได้เสีย "ค่าโง่" ให้กับผู้ส่งออกอีกต่อหนึ่ง  เพราะว่าเวลานี้ข้าวที่ผู้ส่งออกซื้อจากสต๊อกรัฐบาลเกือบ 80% ถูกนำมาเสนอขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ และรับกำไรกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยข้าวที่ซื้อจากสต๊อกรัฐบาล อาทิ ข้าวขาว 5% ตันละ 12,000 บาท นำมาขายในตลาดตันละ 13,800 บาท ข้าวหอมปทุมธานีซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 17,000 บาท ขายตลาดตันละ 20,000-20,100 บาท ข้าวเหนียวซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 20,000 บาท ขายในท้องตลาดตันละ 25,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งเองทั้งหมด
 "ค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออกตันละ 600-700 บาทนี้  รัฐให้ผู้ส่งออกโดยหักจากราคาขายข้าว  เท่ากับรัฐบาลขายข้าวขาว 5% ได้เพียงตันละ 11,300-11,400 บาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 16,300-16,400 บาท ข้าวเหนียวตันละ 19,300-19,400 บาท  แต่ข้าวเหล่านี้จะถูกนำมาบรรจุถุงขายในประเทศ เพราะเป็นข้าวเก่าที่คนไทยนิยมบริโภค ก่อนหน้านี้ผู้ค้าข้าวในประเทศหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าราคาข้าวถุงจะปรับขึ้นอีก นั่นหมายความว่าผู้บริโภคจำต้องบริโภคข้าวราคาแพงทั้งๆ ที่พ่อค้าซื้อจากรัฐบาลในราคาถูก"

วิธีการสกปรก
 นายสมพงษ์ กิตติเลียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ซึ่งได้เข้าไปเสนอซื้อข้าวจากรัฐบาลรอบสอง หลังจากรอบแรกไม่ได้รับการติดต่อให้เสนอราคา กล่าวว่าได้เสนอซื้อรวมทั้งสิ้น 500,000 ตัน ครอบคลุมข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว5% ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหนียว แต่กระทรวงพาณิชย์ขายให้เพียง 300,000 ตัน และเป็นข้าวขาว 5% ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคลังที่เสนอซื้อมีผู้ซื้อไปแล้ว
 เขากล่าวว่าปกติการซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาล จะเป็นการซื้อราคาหน้าคลัง โดยผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงเองทั้งหมด หากการซื้อครั้งนี้รัฐบาลจะจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงให้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรจะกระทำด้วย เพราะข้าวที่ซื้อไปผู้ส่งออกพอมีกำไรกันอยู่แล้ว
 "ผมยังไม่ทราบเรื่องนี้ว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าปรับปรุงข้าวและค่าขนส่งให้กับผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท ถ้าจ่ายให้ผมไม่รับเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่สกปรก"นายสมพงษ์กล่าว
 อนึ่ง วงการค้าข้าวระบุว่าปกติอัตราค่าปรับปรุงข้าวจะอยู่ที่ตันละ 270-300 บาท ค่าขนส่งระยะทางไม่เกิน 200 กิโลเมตรตันละประมาณ 300 บาท

คต.ปฏิเสธค่าขนส่งฯ
 นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานระบายข้าวสารครั้งนี้ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวซึ่งถามทางโทรศัพท์ว่า "การระบายข้าวครั้งนี้รัฐบาลจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวให้กับผู้ส่งออกด้วยหรือ"  นายมนัสตอบด้วยน้ำเสียงที่ตกใจว่า "ไม่มี" พร้อมขยายความว่าการขายครั้งนี้เป็นการขายข้าวราคาหน้าคลัง  และข้อมูลที่สื่อได้รับไม่ว่าจะเป็นชนิดข้าว ราคา ผิดหมด หลังจากนั้นได้ตัดสายโทรศัพท์ทันที
 
อ.ต.ก.ยังไม่ทำสัญญาขาย
 ด้านนายมนูญ์รัตน์ เลิศโกมลสุข ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่าได้รับหนังสือจากกรมการค้าต่างประเทศ ที่ลงนามโดยนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ดำเนินการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับผู้ส่งออก แต่ตนยังไม่ได้เซ็นสัญญาขายข้าวให้กับผู้ส่งออกแม้แต่รายเดียว แม้ว่าจะมีผู้ส่งออกมาขอเซ็นสัญญาซื้อขายแล้วก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้เซ็นสัญญาขายข้าวอ.ต.ก.จึงได้ทำหนังสือถึงคณะอนุกรรมการระบายข้าว ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการกขช.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขอความชัดเจน
 "อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าต่างประเทศ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งอ.ต.ก.ทำโน่นทำนี่ อ.ต.ก.ต้องได้รับคำสั่งจากคณะอนุกรรมการระบายข้าว หรือคณะกรรมการกขช.เท่านั้น จึงจะเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวให้กับเอกชนได้" นายมนูญ์รัตน์กล่าว

กมธ.เชิญ "ไตรรงค์" ชี้แจง:
 นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าได้ทำหนังสือถึงนายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ทั้งหมดตั้งแต่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาให้ข้อมูลและเหตุผลการระบาย โดยเฉพาะชนิดข้าว ปริมาณ ราคาที่ขายให้กับผู้ส่งออกแต่ละรายนั้นเป็นอย่างไร
 "การขายครั้งนี้ทำกันอย่างเงียบๆ ลับๆ ไม่โปร่งใส เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องกล้ามาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ"

7 อรหันต์บ่นเซ็ง
 แหล่งข่าวในคณะที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งให้ดูกลยุทธ์การตลาดสินค้าเกษตร กล่าวว่าคณะทำงานถูกแต่งตั้งขึ้นมีทั้งหมด 7 คน ให้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการระบายสินค้าเกษตร แต่การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแทบจะไม่มีความหมายใดๆ หลายท่านได้รับการติดต่อเพียงทางโทรศัพท์ขอความคิดเห็นว่าราคาข้าวที่ควรขายควรเป็นเท่าใดเท่านั้น
 "คณะทำงานได้มีโอกาสคุยกับนายไตรรงค์ ได้รับการเปรยว่าทุกอย่างเบ็ดเสร็จมาจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ตนเองดูขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าวและว่า
 ที่ปรึกษาบางคนบอกว่ารู้สึกอึดอัดใจ เพราะการขายข้าวครั้งนี้จริงอยู่ที่ราคาขั้นสุดท้ายที่ปรากฏออกมาดูดีไม่ต่ำกว่าราคาตลาดจนน่าเกลียด แต่กระบวนการวิธีการทั้งการขายแบบเงียบๆ ลับๆ ผ่านผู้ส่งออกไม่กี่ราย แต่ยังมีเทคนิคการจ่ายเงินพิเศษกันอีก ที่บางเรื่องโดยมารยาทที่ปรึกษานายกฯไม่สามารถชี้แจง  แต่เป็นเรื่องที่ทั้งนายกรัฐมนตรีฯและรองไตรรงค์รู้ดี

Read More

ทีดีอาร์ไอขนข้อมูลตบหน้ากทช. ชงรัฐปลดล็อกหุ้นต่างชาติ49%
2/9/2553 9:29:20

        ทีดีอาร์ไอขนข้อมูลอัดกทช.ยับ ชงรัฐแก้พ.ร.บ.โทรคมฯให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ย้ำต้องยอมรับความจริงต่างชาติเท่านั้นที่มีศักยภาพลงทุน แฉ กทช. ออกร่างครอบงำกิจการโดยต่างด้าวตีกันฝรั่งประมูล 3G ทำให้เหลือเพียงค่ายมือถือหน้าเดิมรายเก่า ฟันธงประมูล 3G ไม่เดือดดานราคาสูงกว่าราคาเริ่มไม่มาก แนะออกใบอนุญาตบังคับไว-แมกซ์แข่ง 3G สร้างการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่วนการคงสิทธิเลขหมายมือถือสรุปโทษที่ไม่ปฏิบัติตามกทช. 6 กันยายนนี้
       
       นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยถึงข้อคิดเห็นต่อนโยบายและกฎระเบียบของรัฐต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า รัฐบาลควรเร่งแก้กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมฉบับที่ 3 เพื่อเปิดเสรีการประกอบกิจการโดยเร็วที่สุด ด้วยการแก้เพดานการถือหุ้นของต่างชาติจาก 49% เป็น 100 %เต็ม เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากต่างชาติ
       
       “รัฐบาลควรเริ่มต้นแก้ไขพ.ร.บ.โทรคมนาคมครั้งที่ 3 โดยเปิดให้ต่างชาติมาถือหุ้นส่วนใหญ่ เพราะเราปฎิเสธความจริงไม่ได้ว่ากลุ่มทุนไทยไม่มีกำลังมากพอที่จะลงทุนได้ และผมไม่เชื่อเรื่องปัญหาความมั่นคง และการอ้างความเป็นสัญชาติไทยในกิจการนี้เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นผู้ประกอบการไทยลดค่าบริการและยังเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง”
       
       นอกจากนี้ ยังเห็นว่ากทช.ไม่ควรนำร่างประกาศ กทช.ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ.....มาใช้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องไม่นำมาใช้ให้มีผลย้อนหลัง เพราะร่างฯดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติไม่เข้าร่วมการประมูล 3G โดยที่ผ่านมานักวิเคราะห์ออกมาระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าต่างชาติกังวลเรื่องร่างครอบงำต่างด้าวจนตัดสินไม่เข้าร่วมประมูล ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการยกเลิกสัญญาเป็นใบอนุญาต หรือเรื่องการบิดเบือนข้อมูลเรื่องกทช.ไม่มีอำนาจในการจัดสรรความถี่ใหม่ หรือบิดเบือนเรื่องกติกาให้รายใหม่ไม่สามารถแข่งขันกับรายเก่าได้ ตามที่กทช.กล่าวอ้างก่อนหน้านี้
       
       “กทช.ทำร่างดังกล่าวขึ้นมาโดยไม่มีการประเมินความเสียหาย และตอนนี้ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ยังไม่บังคับใช้เพราะไม่มีต่างชาติมาร่วมประมูลแม้แต่รายเดียว มีเพียงผู้ให้บริการเข้าร่วมประมูลซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าคลื่นไม่สูงกว่าราคาตั้งต้น 12,800 ล้านบาทแน่นอน หากยังประกาศใช้ร่างนี้ก็จะสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น”
       
       อย่างไรก็ดี หากหากกร่างฯมีการหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งในการประมูลใบอนุญาตสุดท้ายที่เหลือ ก็จะไม่เกิดการแข่งขันเหมือนเดิมเพราะส่งผลให้ผู้ให้บริการรายเดิมที่พลาดการประมูลใบอนุญาต 2 ใบแรกไป โดยไม่ต้องประมูล และได้ในราคาต่ำสุดของผู้ชนะการประมูล อีกทั้งระยะเวลากำหนดระยะเวลาในการดำเนินการเปิดให้ไลเซนส์ใบสุดท้ายสั้นเกิดไปเพียง 90 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้การแข่งขันรอบแรกมีการแข่งขันที่แท้จริงควรเพิ่มระยะเวลาออกไปเป็น 1 ปี
       
       ทั้งนี้ กทช.ควรกำกับดูแลการเชื่อมโยงโครงข่ายและการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันให้เอื้อต่อการแข่งขัน โดยไม่ควรกำหนดให้เอกชนตกลงกันเอง แทบจะไม่กำกับดูเพราะเอกชนอาจจะตกลงค่าเช่าราคาสูงเพื่อกีดกันรายใหม่เข้าสู่ตลาด เหมือนกรณีการกำหนดค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ซึ่งรัฐบาลและกทช.ควรร่วมกันทำความชัดเจนเรื่องการใช้โครงข่ายพื้นฐาน 2G โดยเร็วเพื่อช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อน
       
       นายสมเกียรติยังให้ข้อเสนอแนะอีกว่า กทช.ควรกำหนดเงื่อนไขในการให้บริการอย่างทั่วถึงที่เอื้อต่อการแข่งขัน โดยให้เป็นไปตามพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ที่จะประกาศใน 2-3 เดือนหลังจากนี้และตามคำแนะนำของธนาคารโลกที่ระบุให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการอย่างทั่วถึง หรือ USO ตามแผนที่ กทช.กำหนด หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้จ่ายเงินจำนวน 4% ของรายได้รวมเข้ากองทุน USO
       
       ฉะนั้น การที่กทช.กำหนดตามใจชอบโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าให้ผู้รับใบอนุญาต 3G ให้บริการอินเทอร์เน็ต 4.5 หมื่นโรงเรียนเฉลี่ยรายละ 1.5 หมื่นโรงเรียน โดยไม่คิดค่าบริการฟรี 5 ปี โดยไม่มีการันตรีว่ามีต้นทุน 4% ตามข้อกำหนดนั้นไม่เป็นธรรมกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น
       
       นอกจากนี้ กทช.ควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันข้ามบริการ ด้วยการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการไว-แมกซ์ให้แข่งขัน 3G มากกว่าให้เป็นบริการเสริม 3Gในพื้นที่ห่างไกล โดยห้ามไม่ให้ผู้รับใบอนุญาต 3G ประกอบกิจการไว-แมกซ์ หรืออย่างน้อยควรสงวนใบอนุญาตจำนวนมากให้รายใหม่เพื่อสร้างการแข่งขันให้มีมากขึ้น
       
       ส่วนกรณีการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) กทช.ควรจะเรียกปรับผู้ให้บริการที่ให้บริการล่าช้ามากกว่าน 20,000 บาท เพราะจำนวนดังกล่าวเป็นเงินน้อยเกินไปสำหรับผู้ให้บริการมือถือที่มีกำไรมหาศาลในแต่ละปี ส่งผลให้ผู้ให้บริการไม่กลัวทำผิดกฎหมาย
       
       สุดท้ายกทช.ควรกำหนดมาตราการคุ้มครองผู้ใช้บริการ 2G ไม่ให้ถูกกดดันไปใช้บริการ 3G เช่น การเข้าไปกำกับดูแลค่าบริการและคุณภาพอย่างเคร่งครัด หากกทช.ไม่เข้าไปดูแลผู้ให้บริการอาจละเลยบริการ 2G บีบให้ผู้ใช้บริการย้ายไปใช้ 3G เพื่อลดค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐลงต่อเนื่อง
       
       พร้อมกันนี้ นายสมเกียรติยังให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวคิดแปลงสัมปทาน 2G ของรัฐบาลว่า เป็นหลักการที่ดีเพราะมีความเป็นไปได้ทางการเงิน แต่เป็นแนวทางที่ผลักดันยาก ฉะนั้น อย่างน้อยรัฐบาลควรจะมีการหารือเรื่องการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานก่อนอายุสัมปทานจะหมด
       
       "รัฐบาลควรลดค่าธรรมเนียมจาก 12.5% ให้อยู่ในระดับเดียวกับ 3G ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2% USO 4% โดยรัฐไม่ควรได้ผลประโยชน์น้อยกว่าเดิมด้วยการเพิ่มรายได้จากค่าแรกเข้าโดยให้ผ่อนชำระได้ ค่าเช่าโครงข่ายและค่าประมูลคลื่น ในขณะที่เอกชนได้ประโยชน์จากการลดการลงทุนซ้ำซ้อน
       
       กทช.สรุปโทษไม่เปิดนัมเบอร์พอร์ต6ก.ย.นี้
       
       นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด กทช. เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาว่า กทช.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งมีนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช. เป็นประธาน ไปพิจารณาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จากกรณีที่เอกชนไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ตามกำหนดในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยให้กลับมารายงาน ซึ่งรวมถึงบทลงโทษที่จะมีกับเอกชน ชัดเจนต่อบอร์ดกทช.อีกครั้งในวันที่ 6 กันยายนนี้
       
       สำหรับความผิดดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 66 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีโทษปรับขั้นต่ำวันละ 20,000 บาท นับจากวันที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ตลอดจนพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการการ ซึ่งค่าปรับนั้นอาจมากขึ้นตามการพิจารณาความเสียหายที่ประชาชนและส่วนรวมจะได้รับ ซึ่งจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) มีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาจำนวนมากเช่นกัน

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

บอนด์เกาหลีใต้ออกอาการกร่อย ต้นทุนสวอปพุ่งฉุดยิลด์ไม่จูงใจ
2/9/2553 9:31:24

       ต้นทุนสวอปพุ่ง ฉุดผลตอบแทนบอนด์เกาหลีใต้ไม่จูงใจ เอวายเอฟเบรกขายกองทุนใหม่ เหตุผลตอบแทนไม่เข้าตา ชี้เป็นผลจากเศรษฐกิจแดนกิมจิเริ่มฟื้น ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์จากต่างประเทศลดลง
       
       นายอาสา อินทรวิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (สวอป) ของกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนเมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้ว ไม่น่าจูงใจ และมีโอกาสที่ผลตอบแทนจะน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ บริษัทจึงได้ชะลอการขายหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 9M15 ออกไปก่อน
       
       ทั้งนี้ ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยในประเทศเกาหลีใต้เอง เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารในประเทศมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะปล่อยเงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาในระบบ ดังนั้น ความต้องการเงินจากนอกประเทศจึงน้อยลง ซึ่งสวนทางจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่เศรษฐกิจไม่ดี จึงต้องการเงินจากต่างประเทศ ด้วยการกู้เงินดอลลาร์แล้วทำสวอปเอา
       
       โดยต้นทุนสวอปในปัจจุบัน แคบลง 0.5-0.8% ส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตรอายุประมาณ 1ปี ลดลงมาอยู่ที่ 0.9-1.0% เท่านั้น จากเดิมที่อยู่ในระดับ 1.3-1.6% ซึ่งผลตอบแทนในระดับดังกล่าว ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงอายุเดียวกัน ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศมีแนวโน้มขาขึ้นอีกด้วย
       
       "หลังจากนี้ ผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้อาจจะไม่จูงใจแล้ว ซึ่งระยะนี้คงต้องชะลอการออกกองทุนใหม่ไปก่อนเพื่อรอดูตลาดอีกครั้ง แต่หากผลตอบแทนหลับมาจูงใจเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะออกกองใหม่อีกครั้ง"นายอาสากล่าว
       
       สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศ นายอาสากล่าวว่า การประชุมนโยบายดอกเบี้ยของไทย เหลือการพิจารณาอีก 2 ครั้งในเดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม ซึ่งคาดการณ์ว่าทั้งสองครั้ง ธนาคารแห่งประเทศจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกแน่นอน ส่งผลทำให้ทั้งปีนี้ อัตราดอกเบี้ยไทยจะปรับขึ้นทั้งหมด 1% จาก 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ที่ขึ้นไปแล้ว 0.50% ทั้งนี้ การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

ธปท.รับเศรษฐกิจครึ่งหลังแผ่ว
1/9/2553 9:29:45

"แบงก์ชาติ" รับเดือน ก.ค.เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว แต่ยังหวังการใช้จ่ายลงทุนเอกชน และส่งออกครึ่งปีหลังจะกลับมาโตดีต่อได้ ด้าน "พรทิวา" เด้งขออาสาสมัครตรวจราคาสินค้าหลังโดน ครม.เศรษฐกิจสวดยับคุมราคาไม่ได้... 

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. ว่า หากเทียบกับเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงมาก หลังจากอั้นมานานในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเดือน เม.ย. และ พ.ค.ที่ผ่านมา เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน ก.ค.แสดงอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงทั้งภาคการส่งออก การผลิต และการบริโภคภาคเอกชน โดยในเดือน ก.ค. การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

"การลงทุนภาคเอกชน เดือน ก.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22.1% เนื่องจากการลงทุนในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา" 

ทั้งนี้ ธปท.มองว่าปัจจัยที่จะเอื้อให้การลงทุนใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาจากความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และเห็นอุปสงค์ที่จะเพิ่มมากขึ้น จากการบริโภคอุปโภค และการส่งออกที่จะขยายตัวดีต่อเนื่องในช่วงต่อไป ในขณะที่แนวโน้มรายได้ของประชาชน และการมีงานทำยังอยู่ในระดับที่จะเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนั้น หากพิจารณาการใช้กำลังการผลิต ซึ่งภาพรวมอยู่ที่ 67% แต่มีหลายภาคที่ใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งสนับสนุนให้การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 

ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวในเดือน ก.ค.กลับมาขยายตัวในอัตรา 14.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ดัชนีการอุปโภคบริโภคในเดือน ก.ค. ขยายตัวชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น 5.1% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 8.3% อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรในเดือน ก.ค.ที่เพิ่มขึ้นในระดับที่สูงถึง 46.1% ทำให้คาดการณ์ว่าการอุปโภคในช่วงต่อไปจะขยายตัวในดีต่อเนื่อง นอกจากนั้น ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสูงขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ มีความสามารถอุปโภคบริโภคมากขึ้นด้วย 

ด้านการส่งออก ก.ค.มีมูลค่า 15,475 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.2% จาก 47.1% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 36.5% มูลค่ารวม 16,266 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนนี้กลับมาขาดดุล 791 ล้านเหรียญฯ และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1,134 ล้านเหรียญฯ อย่างไร ก็ตาม ดัชนีคำสั่งซื้อล่วงหน้าระหว่างประเทศใน 3 เดือนข้างหน้า ยังแสดงให้เห็นว่ามีคำสั่งซื้อที่ดีต่อเนื่อง และเห็นการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ประเมินว่า การส่งออกในช่วงต่อไปยังขยายตัวต่อได้ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 16.3% ลดจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 21.9% 

ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมจัดตั้งอาสาสมัครธงฟ้าจำนวนมากเพื่อเข้าไปช่วยตรวจสอบและดูแลราคาสินค้าให้เป็นไปตามที่กำหนดเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ หลังจากที่ ก่อนหน้านี้ได้จัดทำสมาชิกเครือข่ายธงฟ้า ทั้งแม่บ้านธงฟ้า อาสาสมัครธงฟ้าที่ช่วยตรวจสอบดูแลราคาสินค้าและแจ้งกระทรวงพาณิชย์เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ทัน ท่วงที จึงถือว่าเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้กระทรวงดูแลราคาสินค้าไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสหรือเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ให้แจ้งสายด่วน 1569 

ส่วนกรณีการดูแลราคาสินค้าที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่มีการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากและนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น จะเร่งสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าไปดูแลโดยไปขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ลดราคาสินค้าลงมาและอาจใช้วิธีการเดียวกับที่ดำเนินการในห้างฟาสต์ฟู้ด โดยให้มีราคาแนะนำร่วมอยู่ในรายการอาหารที่จำหน่ายด้วย 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีการหยิบยกเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ปล่อยให้ราคาสินค้าแพงมาหารือใน ครม.เศรษฐกิจ นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการจัดงานธงฟ้าลดค่าครองชีพประชาชนในปี 54 กรมจะเพิ่มความถี่ในการจัดงานให้บ่อยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณพิเศษ จากงบประมาณกลางของรัฐบาลอีก 200 ล้านบาท เพื่อใช้จัดงานธงฟ้าดังกล่าว เพราะทิศทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว ผู้ผลิตสินค้าหลายรายการต้องการปรับขึ้นราคาขายจากต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนไม่ได้มีรายได้มากขึ้น และกำลังซื้อยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก การจัดงานธงฟ้า นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40% จะเป็นกลไกในการช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเป็นช่องทางระบายสินค้าให้ผู้ประกอบการเพื่อลดต้นทุนการวางจำหน่ายสินค้า ส่งผลให้ความจำเป็นในการขอปรับขึ้นราคาลดลง.

Read More

80 Pages 1 2 3 > Last
space
Copyright 2009. All Right Reserved. www.fpri.or.th, www.fispri.org
HOME | ABOUT US | THE WORK | DIRECTOR MESSAGE | NEWS | EVENTS | CAREERS | OTHER SITES | CONTACT