FPRI Poll
ท่านเห็นด้วยกับการปรับเลื่อนปีการศึกษาให้ตรงกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่

เนื่องจากไทยกำลังก้าวเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ท่านเห็นด้วยกับการเลื่อนปีการศึกษาให้ตรงกับประเทศเพื่อนบ้าน (เปิดเทอมเดือนกันยายนแทนเดือนพฤษภาคม) เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์สามารถเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้ หรือไม่?






 
















Username
Password
Search the site :
News (1123 news)
space
เศรษฐกิจเมษายนชะลอ
1/6/2554 9:16:14

นามิถล่มญี่ปุ่นลามไทย

ฉุดกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์วูบ

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาชะลอตัวลง เป็นผลจากปัญหาภัยพิบัติในญี่ปุ่น ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง 7.8% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และการชะลอตัวลงของการผลิตฮาร์ด ดิสก์ ไดร์ฟ จากสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ระดับสูง สำหรับแรงกดดันด้านราคายังเพิ่มขึ้นทั้งจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไทยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนนี้อยู่ที่ 4.04%  และเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.07% เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาสินค้าในหมวดอาหารและพลังงาน

อย่างไรก็ตามการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนเม.ย.ที่ชะลอตัวลงส่วนใหญ่มาจากการผลิตที่ลดลงในหมวดยานยนต์ เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ และหมวดฮาร์ด ดิสก์ ไดร์ฟ ที่มีความต้องการลดลง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสินค้าไอที ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ไม่ใช้ฮาร์ด ดิสก์ ไดร์ฟ เช่น แท็บเลต พีซี ไอแพด เป็นต้น นอกจากนี้การผลิตในหมวดเครื่องนุ่งห่มลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ โดยไม่สต๊อกสินค้ามากนัก ประกอบกับลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อ เพื่อรอดูสถานการณ์ราคาวัตถุดิบด้วย

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อขายในประเทศขยายตัวเล็กน้อย 0.7% ตามการผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ขยายตัวตามการกักตุนสินค้าของตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น จากข่าวของทางการจะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ โดยใช้ราคาขายปลีกเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตแทนราคาหน้าโรงงาน และราคานำเข้า รวมทั้งจะกำหนดอัตราขั้นต่ำของอัตราภาษีต่อซองด้วย  ส่วนอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในและส่งออกชะลอตัว 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการผลิตยานยนต์ที่ชะลอลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำหรับใช้ในการผลิตส่งผลให้ผู้ประกอบการลดกำลังผลิตลง 50%

สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ขยายตัวดีเป็นผลจากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ ทั้งรายได้เกษตรและการจ้างงานที่อยู่สูง โดยรายได้เกษตรขยายตัว 62.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากผลผลิตที่ขยายตัว 33.2% ตามผลผลิตข้าวนาปรังที่เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าฤดูปกติ ขณะที่ราคาสินค้าขยายตัว 22.3% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าตามราคายางพารา เนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศขยายตัวและปริมาณสต๊อกที่ลดลง ด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้อัตราการว่างงานอยู่ระดับต่ำที่ 0.7%

นายเมธี กล่าวว่า ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยว 1.5 ล้านคน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 35.9% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากทุกภูมิภาคโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีนและมาเลเซีย ตามภาวะเศรษฐกิจเอเชียที่ขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ภัยพิบัติในญี่ปุ่นไม่ได่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเดือนที่ผ่านมาแน่นอน 

ความต้องการในประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.5% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายยานยนต์ชะลอตัวลงส่วนหนึ่งเพราะการผลิตรถยนต์ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น.

Read More

'มาร์ค'สั่งคุมราคาสินค้า
1/6/2554 9:19:06

จัด'ธงฟ้า'ลดค่าครองชีพ

แทรกแซงอาหารจานด่วน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 31 พ.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะรายงานให้รับทราบถึงสถานการณ์ และมาตรการดูแลราคาสินค้า ตามนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยแบ่งแนวทางดูแลเป็น 3 กลุ่มสินค้า ซึ่งกลุ่มแรกเป็นสินค้านำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตส่วนใหญ่ เช่น เหล็ก ปุ๋ยเคมี ราคาสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นไปตามต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ไม่สามารถคุมราคาได้มาก เพราะจะทำให้สินค้าขาดตลาดและส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่การปรับขึ้นราคาต้องตรวจสอบสต๊อกสินค้า เพื่อไม่ให้กักตุนการเก็งกำไรด้านราคา
   
กลุ่มที่สองเป็นสินค้าใช้วัตถุดิบในประเทศผลิต เช่น สินค้าเกษตร กลุ่มนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สามารถคุมราคาได้ เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกร และกลุ่มสามเป็นกลุ่มสินค้าอุตสาห กรรมที่ใช้ในครัวเรือน เช่น สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ซึ่งกระทรวงฯจะขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้านี้ต่อไป
   
นอกจากนี้จะรายงานให้ ครม. ทราบถึงความคืบหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ใช้งบประมาณ 50-60 ล้านบาท เพื่อเข้าไปอุดหนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการร้านมิตรธงฟ้าและรถเข็นธงฟ้า โดยจัดซื้อวัตถุดิบนำมาผลิตอาหารสำเร็จรูปจำหน่ายได้ในราคาเมนูละ 20-25 บาท เช่น ข้าวผัดกะเพรา ข้าวไข่เจียว ข้าวราดแกง เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพให้ประชาชน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ 
   
สำหรับงบประมาณจำนวน 169 ล้านบาท ที่ ครม. อนุมัติให้ใช้ในการจัดงานมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพให้ประชาชน ตามแผนจะมีการจัดงาน 623 ครั้งในปีนี้ แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 5 ครั้ง และจัดงานในจังหวัดใหญ่ 10 ครั้ง ที่เหลืออีก 608 ครั้ง จัดลงในพื้นที่ทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้ทั่วถึงประชาชนในทุกภูมิภาค เชื่อว่าจะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน 600 ล้านบาท จากยอดรายได้ในการจัดงานทั้งหมด 1,400 ล้านบาท สามารถช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มถึง 100 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ถึง 100 ล้านบาท โดยการจัดงานเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ค. เป็นระยะเวลา 2 เดือน 
   
ทั้งนี้สำหรับการจัดงานครั้งแรกจะเริ่มวันที่ 1-5 มิ.ย. ภายใต้ชื่องาน “มหกรรมลดค่าครองชีพประชาชน” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยนำสินค้าที่มีปัญหาราคาแพง เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ไปจำหน่ายให้กับประชาชน คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงาน 3 แสนคน มูลค่าการใช้จ่าย 180-200 ล้านบาท ลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้ถึง 70-80 ล้านบาท 
   
นายยรรยง กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมธงฟ้าถือเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เข้าไปควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 3.2-3.7% ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพื่อไม่ให้อัตราเงินเฟ้อเติบโตร้อนแรงเกินไป แม้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีอยู่ จากปัจจัยภายนอกคือเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและปัจจัยภายในที่จะมีการเลือกตั้ง ทำให้มีเงินสะพัดภายในประเทศมากขึ้น แต่ก็ไม่ต้องการให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวร้อนแรงเกินไป ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการควบคุมทั้งการชะลอปรับขึ้นราคาสินค้าและเข้าไปแทรกแซงตลาดด้วยมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน
   
นางพงษ์ทิพย์ เทศะภู ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสาร บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ในขณะนี้บริษัทยืนยันที่จะตรึงราคาสินค้าออกไปอย่างต่อเนื่อง และไม่มีแผนยื่นเรื่องไปที่กรมการค้าภายใน เพื่อขอปรับราคาสินค้า เนื่องจากการแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีความรุนแรงมาก ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องการขึ้นราคาสินค้า แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่ก็ตาม
   
นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นขึ้นแต่อย่างใด แม้ว่าต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขณะเดียวกันยังมีแผนตรึงราคาสินค้าต่อเนื่อง เพราะสามารถปรับแผนการจัดซื้อสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสินค้าใหม่ และปรับปรุงแผนการตลาดรวมทั้งโปรโมชั่นได้มากขึ้น.

Read More

เก็บเงินดีเซลเข้ากองทุนเพิ่ม
25/5/2554 9:21:50

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า วันที่ 25 พ.ค. นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) จะพิจารณาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของน้ำมันดีเซลเพิ่มเติมอีกในระดับ 30-50 สต.ต่อลิตร เพราะค่าการตลาดน้ำมันดีเซลล่าสุดอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตรแล้วหลังจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
   
“หากมีการเรียกเก็บเงินในส่วนของน้ำมันดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม ก็จะเป็นการเก็บครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธ.ค.53 ที่มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินเพดาน 30 บาทต่อลิตร โดยล่าสุด อัตราเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับดีเซลอยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตรแล้ว”
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท.และบางจาก ได้ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลง 40 สต.ต่อลิตรและแก๊สโซฮอล์อี85 ลง 20 สต.ต่อลิตร มีผลเช้าวันที่ 25 พ.ค.54 เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคากลุ่มเบนซินลดลงแล้ว 1.10 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร แต่ค่าการตลาดดีเซลที่สูงก็คาดว่า กบง.จะมีการเรียกเก็บเงินกองทุนฯ เพิ่มเติม 30-50 สต.ต่อลิตร.

Read More

ล้อมคอกเครื่องใช้ไฟฟ้าจีน
25/5/2554 9:24:40

ราคาถูกไร้มาตรฐานรับรอง

พาณิชย์ขู่ใช้ก.ม.ทุ่มตลาด

นายฉัตรชัย ชูแก้ว ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ เพิ่มความเข้มงวดตรวจตราการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม เครื่องทำน้ำร้อน และสินค้าสุขภัณฑ์ เช่น โถ อ้างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัว สายฉีด ที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการว่า มีการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน

สำหรับมาตรการแก้ปัญหาเบื้องต้น ให้กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 กำหนดให้สินค้าดังกล่าวต้องมีหนังสือรับรองมาตรฐาน หรือต้องขออนุญาตนำเข้า และอาจพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องการทุ่มตลาดสินค้า หากพบว่ามีการขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าขายในประเทศที่ส่งออกมา ขณะเดียวกันจะประสานไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางในการกำกับดูแลสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในท้องตลาดให้เข้มงวดมากขึ้น

“ปัจจุบันมีการนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบางชนิดเข้ามาจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่จริงสินค้าไทยสามารถผลิตได้เอง และมีคุณภาพน่าเชื่อถือกว่า แต่ได้ใช้กลยุทธ์จำหน่ายราคาถูก ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบ และไม่ได้รับความนิยม ดังนั้นจึงอยากให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบเรื่องคุณภาพ อย่าคำนึงถึงแค่ราคาถูกกว่าเพียงอย่างเดียว เพราะหากซื้อมาใช้แล้วไม่ได้มาตรฐานรองรับ อาจมีอันตรายถึงชีวิตของผู้ใช้งานได้” 

 ส่วนสถิติการนำเข้าสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ของไทย ตั้งแต่ปี 52-54  มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปี 52 มีการนำเข้ามูลค่า 1,540 ล้านบาท ปี 53 นำเข้า 2,017 ล้านบาท โดยช่วง 4 เดือนของปี 54 นำเข้า 625 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.63% เทียบกับช่วงเดียวกันที่ผ่านมา สำหรับแหล่งนำเข้าสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ที่สำคัญของไทยอันดับ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 500 ล้านบาท เยอรมนี 30.8 ล้านบาท อิตาลี 16 ล้านบาท อินโดนีเซีย 10.4 ล้านบาท และสเปน 9.1 ล้านบาท


ด้านนายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธาน บริษัท ชาร์ปไทย จำกัด ในฐานะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยได้รับผลกระทบจากเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดจำนวนมาก และวางราคาขายต่ำกว่าแบรนด์ทั่วไปประมาณ 50% แต่สินค้าเหล่านี้ไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทำให้กลุ่มลูกค้าที่เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปแล้วเกิดปัญหาสินค้าเสียและไม่มีคุณภาพ หลังจากซื้อไปในระยะเวลาไม่เพียง 1 เดือนหรือ 1 ปี เช่น หม้อหุงข้าว จีนขายเพียง 299 บาท ส่วนสินค้าที่ได้มาตรฐานขาย 600 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้อยากเสนอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างละเอียดและเร่งด่วน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปีขึ้นไป และในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามการดูแลมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้าจะควบคุมเพียง 20 รายการเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น ทั้งที่จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าในตลาดมีมากกว่า 100 รายการ และภาครัฐควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น ทำให้การตรวจสอบดูแลคุณภาพสินค้าไม่เพียงพอ 

สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยปี 54 นี้ คาดว่าจะไม่เติบโตหรือติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากปีก่อนตลาดรวมมีมูลค่ารวมมากกว่า 100,000 ล้านบาท สาเหตุมาจาก อากาศในไทยปีนี้ที่ไม่ร้อนเท่ากับปีก่อน ทำให้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ขายได้ลดลง.

Read More

3 ปัจจัยเสี่ยงจีดีพีครึ่งปีหลัง
24/5/2554 9:33:25

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยในงานสัมมนา “แนวโน้มค้าปลีกไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในครึ่งปีหลังมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. งบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ที่เริ่มต้นงบประมาณในเดือน ก.ค.นี้ จำนวนเงินงบประมาณที่วางไว้ 2 ล้านล้านบาทนั้น มีสัดส่วนเป็น 20% ของอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) หากผลการเลือกตั้งใหม่มีเหตุการณ์ยืดเยื้อ ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ปัจจัยต่อมาคือ  2. อัตราเงินเฟ้อ ในขณะนี้ภาครัฐได้ควบคุมเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 4% และคุมราคาสินค้าที่จำเป็นทุกอย่างทั้ง หมู ไก่ ไข่ หากเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จะมีผลต่อคนที่มีรายได้น้อย และอาจเกิดปัญหาสังคมตามมาได้ 3.ปัญหาเศรษฐกิจโลกกับประเทศหลักทั้งสหรัฐและยุโรป ฟื้นตัวขึ้นอย่างแท้จริงหรือไม่ และหากเดือน มิ.ย.นี้ สหรัฐไม่ประกาศใช้มาตรการคิวอี 3 จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกได้ มีผลต่อภาคส่งออกและภาคบริการไทย
    
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่า จีดีพีไทยจะขยายตัวในระดับ 4-5% เป็นผลมาจากภาคการส่งออกไทยในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา เติบโต 20-30% ถือว่าเติบโตได้ดีมาก และภาคส่งออกถือเป็นสัดส่วนหลักของจีดีพีไทยประมาณ 70% ประกอบกับ ราคาสินค้าเกษตรหลายกลุ่มปรับตัวได้ดีต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศมีกำลังซื้อที่ดีขึ้นตามไปด้วย
   
อย่างไรก็ตามต้องการเสนอแนะไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น ควรแสดงวิสัยทัศน์ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวในการบริหารประเทศด้วย  รวมทั้งภาครัฐบาลต้องมีนโยบายรองรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลที่จะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย และต้องปรับระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปี 58 ด้วย
   
สำหรับการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศจำนวนเงินมหาศาลนั้น เป็นผลมาจากประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐและกลุ่มยุโรปประสบปัญหาเศรษฐกิจ จนทำให้จีดีพีเติบโตปีละ 2-3% เท่านั้น หรือเติบโตไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุในสัดส่วนสูงมาก จึงไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคในประเทศช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ กลุ่มประเทศในยุโรปและสหรัฐ จึงต้องหาประเทศใหม่ขยายลงทุนโดยประเทศที่มีศักยภาพคือในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศญี่ปุ่น หลังเกิดปัญหาแผ่นดินไหวและสึนามิจึงต้องขยายมาลงทุนนอกประเทศมากขึ้น รวมถึงประเทศจีน มองว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียนใหม่และอาเซียนเก่า ดังนั้นรัฐควรมีแผนรองรับการลงทุนใหม่ที่จะไหลเข้ามาในเอเชียและในไทย รวมทั้งการเมืองควรมีความชัดเจนเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ส่วนในปี 58 จะเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปิดเสรีทั้งภาคเงินทุนเคลื่อนย้าย การลงทุน ภาคบริการ และภาคบุคลากร ส่งผลดีให้มีการลงทุนใหม่ในอาเซียนมากขึ้น.

Read More

รฟท.เดินสายทั่วประเทศล้างภาพองค์กรแตกแยก
20/5/2554 10:29:44

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ “คนรถไฟรวมใจหัวใจเดียวกัน” ซึ่งตนเองและผู้บริหารระดับสูงของ รฟท. จะเดินทางไปพบปะพนักงานตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับพนักงานถึงการดำเนินงาน
   
นอกจากนี้จะเร่งชี้แจงนโยบายสำคัญต่าง ๆ แก่พนักงาน ซึ่งในการพบปะพนักงานดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงประเมินผลการดำเนินการของ รฟท. ด้านทรัพยากรบุคคล เกณฑ์ชี้วัดการมีส่วนร่วมของบุคลากร
   
สำหรับข้อตกลงในการประเมินผลงานของ รฟท. กำหนดไว้ คือด้านการดำเนินการตามนโยบาย เช่น การเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท. ระยะเร่งด่วนปี 54 การปรับปรุงโครงสร้างบัญชีตามโครงสร้างองค์กรใหม่  ความสามารถในการบริหารแผนลงทุน, ด้านผลดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เช่น กำไร-ขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคารายจ่าย รายได้จากการบริหารทรัพย์สิน คุณภาพการให้บริการเดินรถของ รฟท. ประสิทธิภาพการเดินรถและการขนส่ง และด้านการบริหารจัดการองค์กร เช่น การบริหารความเสี่ยง การบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
   
“ผมจะเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของบุคลากรมากเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมายอมรับว่าองค์กรมีปัญหาเรื่องความไม่เป็นเอกภาพ ทำให้มีการหยุดเดินรถกระทบต่อภาพรวมขององค์กร รวมทั้งเน้นเรื่องประสิทธิภาพการเดินรถ ลดการเกิดอุบัติต่อการเดินรถ ความตรงเวลาของขบวนรถ มาตรฐานการให้บริการ การให้บริการโดยสารเชิงพาณิชย์”.

Read More

ยอดผลิตรถยนต์วูบ8.2หมื่นคัน
20/5/2554 10:31:10

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์เดือน เม.ย. 54 อยู่ที่ 89,179 คัน ลดลงจากเดือนมี.ค. ถึง 48.15% หรือลดลง 82,825 คัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิจนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนบางชนิดให้ค่ายรถยนต์ที่เป็นบริษัทลูกทั่วโลกและประเทศไทยได้มากนัก ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ต้องลดกำลังการผลิตลง ดังนั้น สอท. เตรียมปรับเป้าการผลิตรถยนต์ลง 10% หรือ 1.8 แสนคันจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 1.8 ล้านคัน ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องสูญเสียรายได้ในกรณีที่ลดกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ผลการลดกำลังการผลิตทำให้คำสั่งซื้อรถยนต์ของลูกค้าที่สั่งจองยังค้างอยู่ 30,000 คัน โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ที่ต้องใช้เวลาในการรอนานกว่ารถยนต์รุ่นอื่น ๆ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าในเดือน มิ.ย. นี้ ผู้ผลิตรถยนต์ก็จะเริ่มให้พนักงานทำงานล่วงเวลา (โอที) ได้เฉลี่ยวันละ 2-3 ชม. เพราะผู้ผลิตชิ้นส่วนในญี่ปุ่นเริ่มเครื่องเดินผลิตได้ตามปกติแล้ว 

“ในเดือนเม.ย. พบว่ารถยนต์นั่งมีการลดกำลังการผลิตมากสุดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนโดยอยู่ที่ 35,078 คัน ลดลง 52% รถกระบะ 1 ตัน 52,882 คัน ลดลง 49% อย่างไรก็ตามเมื่อรวมการผลิต 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่ 558,160 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 14.39% เพราะว่าความต้องการรถยนต์ทั่วโลกมีเพิ่มอย่างมาก ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์ในญี่ปุ่นเชื่อว่ายอดการผลิตไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านคันในปีนี้”

ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนเม.ย. 54 อยู่ที่ 67,283 คัน ลดลงจากเดือนก่อน 27.66% แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.8% เนื่องจากรถยนต์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น เมื่อรวม 4 เดือนทำให้มียอดขายอยู่ที่ 305,902 คัน เพิ่มขึ้น 36.6% ส่วนยอดขายรถจักรยานยนต์เดือน เม.ย. อยู่ที่ 150,213 คัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.67% และรวม 4 เดือน อยู่ที่ 671,204 คัน เพิ่ม 11.69%

“ยอดขายรถยนต์ในเดือนเม.ย. 67,283 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 30,953 คัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.8% รถยนต์นั่งตรวจการณ์ 1,237 คัน เพิ่ม 8.1% รถกระบะ 31,272 คัน เพิ่ม 20.8%  รถบรรทุก 1,834 คัน เพิ่ม 14.48%  และรถยนต์ประเภทอื่น ๆ 1,987 คัน ลดลง 10.62%”

อย่างไรก็ตามหลังจากเริ่มมีความชัดเจนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนประเทศญี่ปุ่นทำให้ค่ายรถยนต์ได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ในเดือน พ.ค.-ก.ค. 54 อยู่ที่ 453,702 คัน เพิ่มจากยอดการผลิตจริงใน 3 เดือนก่อน (ก.พ.-เม.ย.)  10.14% หรือ เพิ่ม 41,776 คัน และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.22%  เนื่องจากค่ายรถยนต์เชื่อว่าช่วงเดือน ก.ค.นี้ ทุกอย่างจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ แต่ก็จะต้องติดตามดูชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นว่าจะมีพอหรือไม่

สำหรับยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือน เม.ย. อยู่ที่ 52,191 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.66% มูลค่า 23,191 ล้านบาท ลดลง 12.28%  นอกจากนี้ยังส่งออกเครื่องยนต์มูลค่า 1,926 ล้านบาทเพิ่ม 30.27%, ชิ้นส่วนรถยนต์ 10,016 ล้านบาท เพิ่ม 7.99% และ อะไหล่รถยนต์ 1,208 ล้านบาท เพิ่ม 25.75% ทั้งนี้เมื่อรวมส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 4 เดือน อยู่ที่ 286,598 คัน เพิ่ม 4.67% มูลค่า 125,407 ล้านบาท ลดลง 2.45% ส่วนเครื่องยนต์มีมูลค่า 8,887 ล้านบาท เพิ่ม 56.88%.

Read More

เนื้อหมู-ไข่ไก่ลดราคาวันนี้
19/5/2554 9:29:13

ลดลง กก.ละ 5 บาท-ฟองละ10สต.

สั่งสอบต้นทุนราคาไก่แพง

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เตรียมประกาศปรับลดราคาขายปลีกเนื้อหมู และไข่ไก่ ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ทำให้ในอีก 1-2 วัน ราคาแนะนำเนื้อหมูจะลดลง กก.ละ 5 บาท แยกเป็นราคาเนื้อหมูในเขต กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง ลดจากกก.ละ 140 บาท เหลือ 135 บาท ภาคเหนือและอีสานลดจาก กก.ละ 145 บาท เหลือ 140 บาท ขณะที่ภาคใต้ลดจาก กก.ละ 150 บาท เหลือ 145 บาท ส่วนราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่ กก.ละ 69-71 บาท สำหรับสาเหตุที่เนื้อหมูปรับราคาลง เนื่องจากขณะนี้อากาศเย็น ทำให้หมูเจริญเติบโตเร็ว และมีปริมาณเนื้อหมูออกสู่ตลาดมากขึ้น 
   
ขณะที่ไข่ไก่จะประกาศปรับราคาแนะนำหน้าฟาร์ม ราคาขายส่งและราคาปลีกลดอีก 10 สตางค์ ซึ่งเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องจากวันที่ 3 พ.ค. ที่เคยลดลงมาแล้ว 10 สตางค์ หลังจากขณะนี้ผลผลิตไข่ไก่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นจนใกล้สู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดแล้ววันละ 25-26 ล้านฟอง เพิ่มจากช่วงขาดแคลนที่มีปริมาณ 24-25 ล้านฟอง 
   
ทั้งนี้ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.นี้ ราคาไข่คละหน้าฟาร์มจะลดจากฟองละ 3.00 บาท เหลือ 2.90 บาท ขณะที่ไข่ไก่แยกขนาด เบอร์ 0 ขายส่งไม่เกินฟองละ 3.50 บาท ขายปลีก 3.80 บาท เบอร์ 1 ขายส่ง 3.30 บาท ขายปลีก 3.60 บาท เบอร์ 2 ขายส่ง 3.20 บาท ขายปลีก 3.50 บาท เบอร์ 3 ขายส่ง 3.10 บาท ขายปลีก 3.40 บาท เบอร์ 4 ขายส่ง 3.00 บาท ขายปลีก 3.30 บาท และเบอร์ 5 ขายส่ง 2.90 บาท ขายปลีก 3.20 บาท
   
นางวัชรีกล่าวต่อว่า ยังได้รับการร้องเรียนจะประชาชนถึงปัญหาเนื้อไก่ราคาแพงด้วย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบต้นทุน ราคาจำหน่ายไก่สดหน้าฟาร์ม ไก่เนื้อชำแหละ และสถานการณ์ไก่เนื้อ ก่อนที่จะเรียกประชุมผู้ค้าและเกษตรกรเพื่อกำหนดแนวทางดูแลราคาไก่เนื้อในสัปดาห์หน้า และหากพบว่าราคาไก่เนื้อสูงผิดปกติจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ก็อาจพิจารณาออกราคาแนะนำเหมือนเนื้อสุกรและไข่ไก่
   
นอกจากนี้สั่งการให้ตรวจสอบต้นทุนอาหารสัตว์ หลังได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ว่าผู้ค้าอาหารสัตว์ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาต่อเนื่อง ซึ่งหากพบว่ามีการขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม จะเรียกผู้ค้ามาหารือในการตรึงราคาต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ เพราะเท่าที่ทราบตอนนี้วัตถุดิบอาหารสัตว์หลายชนิดราคาอ่อนตัวลงแล้ว ยกเว้นข้าวโพดยังมีราคาสูงกก.ละ 10.50-11.00 บาท
   
ส่วนการพิจารณาปรับราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก ขณะนี้ผู้ประกอบการได้แจ้งขอปรับราคาเข้ามาแล้ว โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเหล็กโลก และน้ำมันที่สูงขึ้น  กรมฯ จึงให้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจสถานการณ์สต๊อกสินค้าของผู้ผลิต และผู้ค้าเหล็ก เพื่อรวบรวมและเสนอให้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ พิจารณาเพื่อรับทราบนโยบาย ก่อนจะเรียกประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาแนะนำเหล็กต่อไป
   
นายมารุต  มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานดัชนีราคาและผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือนเม.ย.และแนวโน้มเดือนพ.ค. 54 ให้ครม.รับทราบ พบว่าในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น  22.28% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน  ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนธัญพืชโลก รวมถึงเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการสินค้าเกษตรต่าง ๆ เพิ่มสูงมาก
   
ทั้งนี้คาดว่าเดือนพ.ค.นี้ดัชนีราคาจะลดลง เนื่องจากสินค้าสำคัญหลายชนิดออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่าดัชนีผลผลิตลดลง 14.87%.

Read More

กรณ์เอาใจถือบัตรเครดิตเปิดรีไฟแนนซ์ 23พ.ค.นี้
19/5/2554 9:32:25

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า วันที่ 23 พ.ค.นี้ จะเปิดตัวโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระขั้นต่ำและมีประวัติการผ่อนชำระดี โดยมีธนาคารรัฐเข้าร่วมโครงการ 3 แห่งคือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
   
ทั้งนี้ลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่มีมูลหนี้คงค้างประมาณ  50,000 บาท และมีประวัติการผ่อนชำระที่เป็นปกติ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาสินเชื่อโดยไม่จำกัดวงเงินของโครงการเพื่อต้องการให้ประชาชนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จริง ๆ
   
“ที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมธนาคารนั้น การแข่งขันที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น ลูกค้าชั้นดีที่ควรได้รับประโยชน์ตอบแทนกลุ่มนี้กลับต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 20% ถ้าเขามีทางเลือกที่ดีกว่า ก็ควรเปิดโอกาสให้เขา ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องจำกัดวงเงินด้วย ถ้าหากเริ่มทำจริง เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์คงต้องมีวิธีการที่จะดึงลูกค้ากลุ่มนี้ไว้เพื่อไม่ให้สูญเสียฐานรายได้แน่นอน สำหรับประชาชนที่มีบัตรเครดิตหลายใบอาจเหลือไว้เพียง 1 ใบ และโอนหนี้ที่เหลือเข้าโครงการเพื่อให้มีสภาพคล่องต่อไปได้”
   
นอกจากนั้น ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 4 แห่งคือ ออมสิน ธอท. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะร่วมกันแถลงข่าวเรื่องการเปิดให้บริการเอทีเอ็มร่วมกัน  หรือเอทีเอ็มพูล ซึ่งสามารถใช้กับธุรกรรมทุกประเภทร่วมกันได้หมด  ทั้งธุรกรรมประเภทฝาก ถอน จ่าย  หรือโอนร่วมกัน โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำที่สุด.

Read More

สั่งทุกแบงก์จับตาบัญชีเลือกตั้ง ธปท.ออกประกาศกำชับให้เคร่งครัด
18/5/2554 9:57:08

ธปท.ออกประกาศให้แบงก์ทุกแห่ง จับตาการเคลื่อนไหวบัญชีผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมือง พร้อมกำหนดให้สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แจ้งให้ทราบถึงธุรกรรมทางการเงินตามที่ กกต.ร้องขอ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม กำชับห้สถาบันการเงินทุกแห่ง ปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด
       
       นางสาวพิมพา ถาวรายุศม์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ออกประกาศถึงธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอ สถาบันการเงินทุกสถาบันการเงินทุกแห่ง ให้สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อำนวยความสะดวกในการเปิดบัญชีเงินฝากของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือพรรคการเมือง ให้สอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของสมุห์บัญชีเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร พ.ศ.2550
       
       พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำหนดให้ผู้สมัครเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนฯ หรือพรรคการเมือง ต้องเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารพาณิชย์บัญชีหนึ่ง โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “บัญชีเงินฝาก (ระบุชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนฯ หรือชื่อพรรคการเมือง) เพื่อการเลือกตั้ง” หรือมีข้อความในทำนองเดียวกันเพียงบัญชีเดียว และกำหนดให้สาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจแจ้งให้ทราบถึงธุรกรรมทางการเงินตามที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอ
       
       ทั้งนี้ ธปท.ได้ขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด โดยการออกประกาศดังกล่าว วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครสมาชิกผู้แทนฯ ให้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ตามกฎหมาย
       
       นอกจากนี้ ธปท.ยังมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมให้สถาบันการเงินทุกแห่งมีการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม หากผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบไหนที่ไม่ชัดเจนว่าเหมาะสมหรือไม่ สถาบันการเงินหารือกับ ธปท.ได้ อย่างไรก็ตาม มองว่า สถาบันการเงินยังมีนโยบายการดำเนินธุรกิจทิศทางเดียวกับ ธปท. ซึ่งเน้นเรื่องความความเสี่ยงและดุลภาพในตลาดการเงิน

Read More

113 Pages 1 2 3 > Last
space
Copyright 2009. All Right Reserved. www.fpri.or.th, www.fispri.org
HOME | ABOUT US | THE WORK | DIRECTOR MESSAGE | NEWS | EVENTS | CAREERS | OTHER SITES | CONTACT