แฉไม่เลิกกระบวนการระบายข้าว 1.6 ล้านตัน ของรัฐบาลมีรายการยัดไส้แถม "ค่าขนส่งและ ปรับปรุงข้าว" แก่ผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท รวมเบ็ดเสร็จกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ความจริงข้าวถูกเวียนขายในประเทศโดยพ่อค้ารายเล็กจ่ายค่าขนส่งออก กรมการค้าต่างประเทศเต้น ระบุสื่อรับข้อมูลผิดๆ กมธ.พาณิชย์เตรียมเรียกรัฐมนตรีชี้แจงด่วน
กรณีคณะทำงานระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน ได้ถูกผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ต่อว่าว่าดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส โดยมีการเจรจาขายข้าวให้บริษัทส่งออกข้าวบางบริษัทอย่างลับๆแทนที่จะประกาศอย่างเปิดกว้างนั้น ล่าสุดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเรื่องนี้ ได้ออกมายอมรับว่าได้เห็นชอบระบายข้าวสารในสต๊อกจำนวน 1.6 ล้านตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาแล้ว
ประเคนตันละ700 บาท
แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นอกจากความไม่โปร่งใสของวิธีการขายที่เกิดขึ้นอย่างลับๆ ในวงแคบแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ที่วงการค้าข้าวกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีข่าวว่ารัฐบาลจะมีการจ่ายกำไรพิเศษให้กับผู้ส่งออกที่เสนอซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้อีกตันละ 600-700 บาท โดยอ้างว่าเป็น "ค่าขนส่งและปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออก"
ซึ่งหากประเมินจากปริมาณข้าว 1.6 ล้านตัน จะคิดเป็นวงเงิน 960 -1,120 ล้านบาท
หากมีการจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวดังกล่าวจริง แหล่งข่าวกล่าวว่าเท่ากับรัฐบาลได้เสีย "ค่าโง่" ให้กับผู้ส่งออกอีกต่อหนึ่ง เพราะว่าเวลานี้ข้าวที่ผู้ส่งออกซื้อจากสต๊อกรัฐบาลเกือบ 80% ถูกนำมาเสนอขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ และรับกำไรกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยข้าวที่ซื้อจากสต๊อกรัฐบาล อาทิ ข้าวขาว 5% ตันละ 12,000 บาท นำมาขายในตลาดตันละ 13,800 บาท ข้าวหอมปทุมธานีซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 17,000 บาท ขายตลาดตันละ 20,000-20,100 บาท ข้าวเหนียวซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 20,000 บาท ขายในท้องตลาดตันละ 25,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งเองทั้งหมด
"ค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออกตันละ 600-700 บาทนี้ รัฐให้ผู้ส่งออกโดยหักจากราคาขายข้าว เท่ากับรัฐบาลขายข้าวขาว 5% ได้เพียงตันละ 11,300-11,400 บาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 16,300-16,400 บาท ข้าวเหนียวตันละ 19,300-19,400 บาท แต่ข้าวเหล่านี้จะถูกนำมาบรรจุถุงขายในประเทศ เพราะเป็นข้าวเก่าที่คนไทยนิยมบริโภค ก่อนหน้านี้ผู้ค้าข้าวในประเทศหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าราคาข้าวถุงจะปรับขึ้นอีก นั่นหมายความว่าผู้บริโภคจำต้องบริโภคข้าวราคาแพงทั้งๆ ที่พ่อค้าซื้อจากรัฐบาลในราคาถูก"
วิธีการสกปรก
นายสมพงษ์ กิตติเลียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ซึ่งได้เข้าไปเสนอซื้อข้าวจากรัฐบาลรอบสอง หลังจากรอบแรกไม่ได้รับการติดต่อให้เสนอราคา กล่าวว่าได้เสนอซื้อรวมทั้งสิ้น 500,000 ตัน ครอบคลุมข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว5% ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหนียว แต่กระทรวงพาณิชย์ขายให้เพียง 300,000 ตัน และเป็นข้าวขาว 5% ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคลังที่เสนอซื้อมีผู้ซื้อไปแล้ว
เขากล่าวว่าปกติการซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาล จะเป็นการซื้อราคาหน้าคลัง โดยผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงเองทั้งหมด หากการซื้อครั้งนี้รัฐบาลจะจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงให้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรจะกระทำด้วย เพราะข้าวที่ซื้อไปผู้ส่งออกพอมีกำไรกันอยู่แล้ว
"ผมยังไม่ทราบเรื่องนี้ว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าปรับปรุงข้าวและค่าขนส่งให้กับผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท ถ้าจ่ายให้ผมไม่รับเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่สกปรก"นายสมพงษ์กล่าว
อนึ่ง วงการค้าข้าวระบุว่าปกติอัตราค่าปรับปรุงข้าวจะอยู่ที่ตันละ 270-300 บาท ค่าขนส่งระยะทางไม่เกิน 200 กิโลเมตรตันละประมาณ 300 บาท
คต.ปฏิเสธค่าขนส่งฯ
นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานระบายข้าวสารครั้งนี้ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวซึ่งถามทางโทรศัพท์ว่า "การระบายข้าวครั้งนี้รัฐบาลจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวให้กับผู้ส่งออกด้วยหรือ" นายมนัสตอบด้วยน้ำเสียงที่ตกใจว่า "ไม่มี" พร้อมขยายความว่าการขายครั้งนี้เป็นการขายข้าวราคาหน้าคลัง และข้อมูลที่สื่อได้รับไม่ว่าจะเป็นชนิดข้าว ราคา ผิดหมด หลังจากนั้นได้ตัดสายโทรศัพท์ทันที
อ.ต.ก.ยังไม่ทำสัญญาขาย
ด้านนายมนูญ์รัตน์ เลิศโกมลสุข ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่าได้รับหนังสือจากกรมการค้าต่างประเทศ ที่ลงนามโดยนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ดำเนินการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับผู้ส่งออก แต่ตนยังไม่ได้เซ็นสัญญาขายข้าวให้กับผู้ส่งออกแม้แต่รายเดียว แม้ว่าจะมีผู้ส่งออกมาขอเซ็นสัญญาซื้อขายแล้วก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้เซ็นสัญญาขายข้าวอ.ต.ก.จึงได้ทำหนังสือถึงคณะอนุกรรมการระบายข้าว ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการกขช.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขอความชัดเจน
"อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าต่างประเทศ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งอ.ต.ก.ทำโน่นทำนี่ อ.ต.ก.ต้องได้รับคำสั่งจากคณะอนุกรรมการระบายข้าว หรือคณะกรรมการกขช.เท่านั้น จึงจะเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวให้กับเอกชนได้" นายมนูญ์รัตน์กล่าว
กมธ.เชิญ "ไตรรงค์" ชี้แจง:
นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าได้ทำหนังสือถึงนายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ทั้งหมดตั้งแต่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาให้ข้อมูลและเหตุผลการระบาย โดยเฉพาะชนิดข้าว ปริมาณ ราคาที่ขายให้กับผู้ส่งออกแต่ละรายนั้นเป็นอย่างไร
"การขายครั้งนี้ทำกันอย่างเงียบๆ ลับๆ ไม่โปร่งใส เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องกล้ามาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ"
7 อรหันต์บ่นเซ็ง
แหล่งข่าวในคณะที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งให้ดูกลยุทธ์การตลาดสินค้าเกษตร กล่าวว่าคณะทำงานถูกแต่งตั้งขึ้นมีทั้งหมด 7 คน ให้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการระบายสินค้าเกษตร แต่การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแทบจะไม่มีความหมายใดๆ หลายท่านได้รับการติดต่อเพียงทางโทรศัพท์ขอความคิดเห็นว่าราคาข้าวที่ควรขายควรเป็นเท่าใดเท่านั้น
"คณะทำงานได้มีโอกาสคุยกับนายไตรรงค์ ได้รับการเปรยว่าทุกอย่างเบ็ดเสร็จมาจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ตนเองดูขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าวและว่า
ที่ปรึกษาบางคนบอกว่ารู้สึกอึดอัดใจ เพราะการขายข้าวครั้งนี้จริงอยู่ที่ราคาขั้นสุดท้ายที่ปรากฏออกมาดูดีไม่ต่ำกว่าราคาตลาดจนน่าเกลียด แต่กระบวนการวิธีการทั้งการขายแบบเงียบๆ ลับๆ ผ่านผู้ส่งออกไม่กี่ราย แต่ยังมีเทคนิคการจ่ายเงินพิเศษกันอีก ที่บางเรื่องโดยมารยาทที่ปรึกษานายกฯไม่สามารถชี้แจง แต่เป็นเรื่องที่ทั้งนายกรัฐมนตรีฯและรองไตรรงค์รู้ดี
Read More