FPRI Poll
ท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศใดมากที่สุด

จากกระเเสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุน ที่ประเทศไทยเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้อง
เข้าสู่การเจรจาในกรอบต่างๆ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แล้วท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับ
กลุ่มประเทศใดมากที่สุด







 
















Username
Password
Search the site :
News (799 news)
space
ดาวโจนส์ปิดพุ่ง254.75จุด-น้ำมันปิดที่73.91ดอลลาร์
2/9/2553 9:24:47

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นถึง 254.75 จุด หรือ 2.54% ปิดที่ 10,269.47 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี500 ปรับขึ้น 30.96 จุด หรือ 2.95% ปิดที่ 1,080.29 จุด และดัชนีแนสแดค เพิ่มขึ้น 62.81 จุด หรือ 2.97% ปิดที่ 2,176.84 จุด ถือว่าเป็นการปรับตัวดีสุดในรอบ 8 สัปดาห์

 

เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเข้าซื้อหุ้น หลังจากที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผย ดัชนีภาคการผลิตเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 56.3 จุด จากเดือนส.ค.อยุ่ที่ระดับ 55.5 จุด หรือขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนการซื้อขายจากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน เดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 51.7% เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก.ค.

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์  ซึ่งกระทรวงแรงงานจะประกาศในวันวันพฤหัสบดีนี้  และสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย  (pending home sales) เดือนก.ค.

ด้านตลาดน้ำมันไนเม็กซ์ของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ ชนิดไลท์สวีต ครูด งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่ 73.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ เบรนท์ลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่ 75.85  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Read More

ธปท.เผยยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลเงินบาท
2/9/2553 9:27:42

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขณะนี้ว่า เป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังดีอยู่  ไม่ได้เป็นผลจากการเข้ามาถล่มเก็งกำไร  ซึ่งธปท.ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการเสริม เพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาท  เพราะไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว โดยธปท.พร้อมเข้าดูแลค่าเงินบาทหากเกิดความผันผวนขึ้น ซึ่งเชื่อว่าภาคเอกชนจะสามารถปรับตัว รับกับการแข็งค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ผู้ว่าการธปท. กล่าวถึง กรณีที่นายกฯเรียกประชุมเพื่อหารือถึงสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในวันพรุ่งนี้ว่า  ธปท.พร้อมชี้แจงการทำหน้าที่ดูแลค่าเงินบาทและเงินทุนไหลเข้าตามข้อเท็จจริง ซึ่งในการทำหน้าที่ดูแลค่าเงินบาท ธปท.จะดูไม่ให้ค่าเงินผันผวน แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปกำหนดไว้ที่อัตราใดอัตราหนึ่งได้ เพราะขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานของเงินด้วย หมายถึงถ้าเศรษฐกิจดี  ส่งออกดี เงินทุนก็เลือกจะเข้ามา ส่งผลให้ค่าเงินปรับแข็งค่าขึ้นบ้าง และเป็นการแข็งค่าตามพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยที่ดีขึ้นด้วย

 

ธปท.ยังคงมีมาตรการดูแลเงินทุนไหลที่เหมาะสมไว้รับมืออยู่แล้ว เช่น มาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้าเข้าระยะสั้น 30% ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ หรืออีกหลายๆมาตรการก็มีการศึกษาอยู่ เพียงขณะนี้ไม่คิดว่าควรจะใช้เครื่องมือใด เพระการไหลเข้าเงินทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทยเท่านั้นแต่เป็นทั้งภูมิภาค ซึ่งหากเกิดเหตุการเงินไหลเข้าไทยฝ่ายเดียวก็คงต้องหันกลับมาคิดหนักว่าไทยมีจุดอ่อน หรือจุดแข็งใดที่ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา


"การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้แข็งค่าเร็วไปบ้าง  จากเดิมแข็งค่าประมาณ 3.5% แต่พอมาเดือน มิ.ย.แข็งขึ้นประมาณ 6.4%  เนื่องจากก่อนหน้านี้เรามีปัญหาภายใน  ทำให้ตอนนี้เราแข็งเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากมาเลเซีย แต่การแข็งค่าเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจ ไม่ใช่แข็งจากเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรซะทีเดียว เพราะเงินทุนย่อมหาที่ที่ผลตอบแทนดีกว่า ซึ่งเป็นกันทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะไทย"

 

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดเล็ก เพื่อหารือถึงสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าและผลกระทบ โดยนายกฯระบุว่ามีเงินไหลเข้าและออกจำนวนมากในขณะนี้   จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักซ้อมกันเพื่อความชัดเจน

Read More

รัฐบาลประเคนพันล้านพ่อค้าข้าว
2/9/2553 9:35:45

แฉไม่เลิกกระบวนการระบายข้าว 1.6 ล้านตัน ของรัฐบาลมีรายการยัดไส้แถม "ค่าขนส่งและ ปรับปรุงข้าว" แก่ผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท รวมเบ็ดเสร็จกว่า 1,000 ล้านบาท  แต่ความจริงข้าวถูกเวียนขายในประเทศโดยพ่อค้ารายเล็กจ่ายค่าขนส่งออก  กรมการค้าต่างประเทศเต้น  ระบุสื่อรับข้อมูลผิดๆ  กมธ.พาณิชย์เตรียมเรียกรัฐมนตรีชี้แจงด่วน

 กรณีคณะทำงานระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน  ได้ถูกผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ต่อว่าว่าดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส โดยมีการเจรจาขายข้าวให้บริษัทส่งออกข้าวบางบริษัทอย่างลับๆแทนที่จะประกาศอย่างเปิดกว้างนั้น ล่าสุดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเรื่องนี้ ได้ออกมายอมรับว่าได้เห็นชอบระบายข้าวสารในสต๊อกจำนวน 1.6 ล้านตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาแล้ว

ประเคนตันละ700 บาท
 แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นอกจากความไม่โปร่งใสของวิธีการขายที่เกิดขึ้นอย่างลับๆ ในวงแคบแล้ว   ยังมีปรากฏการณ์ที่วงการค้าข้าวกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีข่าวว่ารัฐบาลจะมีการจ่ายกำไรพิเศษให้กับผู้ส่งออกที่เสนอซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้อีกตันละ 600-700 บาท โดยอ้างว่าเป็น "ค่าขนส่งและปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออก"
ซึ่งหากประเมินจากปริมาณข้าว 1.6 ล้านตัน จะคิดเป็นวงเงิน 960 -1,120 ล้านบาท

 หากมีการจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวดังกล่าวจริง  แหล่งข่าวกล่าวว่าเท่ากับรัฐบาลได้เสีย "ค่าโง่" ให้กับผู้ส่งออกอีกต่อหนึ่ง  เพราะว่าเวลานี้ข้าวที่ผู้ส่งออกซื้อจากสต๊อกรัฐบาลเกือบ 80% ถูกนำมาเสนอขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ และรับกำไรกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยข้าวที่ซื้อจากสต๊อกรัฐบาล อาทิ ข้าวขาว 5% ตันละ 12,000 บาท นำมาขายในตลาดตันละ 13,800 บาท ข้าวหอมปทุมธานีซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 17,000 บาท ขายตลาดตันละ 20,000-20,100 บาท ข้าวเหนียวซื้อจากสต๊อกรัฐบาลตันละ 20,000 บาท ขายในท้องตลาดตันละ 25,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งเองทั้งหมด
 "ค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวเพื่อการส่งออกตันละ 600-700 บาทนี้  รัฐให้ผู้ส่งออกโดยหักจากราคาขายข้าว  เท่ากับรัฐบาลขายข้าวขาว 5% ได้เพียงตันละ 11,300-11,400 บาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 16,300-16,400 บาท ข้าวเหนียวตันละ 19,300-19,400 บาท  แต่ข้าวเหล่านี้จะถูกนำมาบรรจุถุงขายในประเทศ เพราะเป็นข้าวเก่าที่คนไทยนิยมบริโภค ก่อนหน้านี้ผู้ค้าข้าวในประเทศหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าราคาข้าวถุงจะปรับขึ้นอีก นั่นหมายความว่าผู้บริโภคจำต้องบริโภคข้าวราคาแพงทั้งๆ ที่พ่อค้าซื้อจากรัฐบาลในราคาถูก"

วิธีการสกปรก
 นายสมพงษ์ กิตติเลียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ซึ่งได้เข้าไปเสนอซื้อข้าวจากรัฐบาลรอบสอง หลังจากรอบแรกไม่ได้รับการติดต่อให้เสนอราคา กล่าวว่าได้เสนอซื้อรวมทั้งสิ้น 500,000 ตัน ครอบคลุมข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว5% ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหนียว แต่กระทรวงพาณิชย์ขายให้เพียง 300,000 ตัน และเป็นข้าวขาว 5% ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคลังที่เสนอซื้อมีผู้ซื้อไปแล้ว
 เขากล่าวว่าปกติการซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาล จะเป็นการซื้อราคาหน้าคลัง โดยผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงเองทั้งหมด หากการซื้อครั้งนี้รัฐบาลจะจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงให้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรจะกระทำด้วย เพราะข้าวที่ซื้อไปผู้ส่งออกพอมีกำไรกันอยู่แล้ว
 "ผมยังไม่ทราบเรื่องนี้ว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าปรับปรุงข้าวและค่าขนส่งให้กับผู้ส่งออกตันละ 600-700 บาท ถ้าจ่ายให้ผมไม่รับเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่สกปรก"นายสมพงษ์กล่าว
 อนึ่ง วงการค้าข้าวระบุว่าปกติอัตราค่าปรับปรุงข้าวจะอยู่ที่ตันละ 270-300 บาท ค่าขนส่งระยะทางไม่เกิน 200 กิโลเมตรตันละประมาณ 300 บาท

คต.ปฏิเสธค่าขนส่งฯ
 นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานระบายข้าวสารครั้งนี้ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวซึ่งถามทางโทรศัพท์ว่า "การระบายข้าวครั้งนี้รัฐบาลจ่ายค่าขนส่งและค่าปรับปรุงข้าวให้กับผู้ส่งออกด้วยหรือ"  นายมนัสตอบด้วยน้ำเสียงที่ตกใจว่า "ไม่มี" พร้อมขยายความว่าการขายครั้งนี้เป็นการขายข้าวราคาหน้าคลัง  และข้อมูลที่สื่อได้รับไม่ว่าจะเป็นชนิดข้าว ราคา ผิดหมด หลังจากนั้นได้ตัดสายโทรศัพท์ทันที
 
อ.ต.ก.ยังไม่ทำสัญญาขาย
 ด้านนายมนูญ์รัตน์ เลิศโกมลสุข ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่าได้รับหนังสือจากกรมการค้าต่างประเทศ ที่ลงนามโดยนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ดำเนินการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับผู้ส่งออก แต่ตนยังไม่ได้เซ็นสัญญาขายข้าวให้กับผู้ส่งออกแม้แต่รายเดียว แม้ว่าจะมีผู้ส่งออกมาขอเซ็นสัญญาซื้อขายแล้วก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้เซ็นสัญญาขายข้าวอ.ต.ก.จึงได้ทำหนังสือถึงคณะอนุกรรมการระบายข้าว ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการกขช.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขอความชัดเจน
 "อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าต่างประเทศ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งอ.ต.ก.ทำโน่นทำนี่ อ.ต.ก.ต้องได้รับคำสั่งจากคณะอนุกรรมการระบายข้าว หรือคณะกรรมการกขช.เท่านั้น จึงจะเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวให้กับเอกชนได้" นายมนูญ์รัตน์กล่าว

กมธ.เชิญ "ไตรรงค์" ชี้แจง:
 นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าได้ทำหนังสือถึงนายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ทั้งหมดตั้งแต่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาให้ข้อมูลและเหตุผลการระบาย โดยเฉพาะชนิดข้าว ปริมาณ ราคาที่ขายให้กับผู้ส่งออกแต่ละรายนั้นเป็นอย่างไร
 "การขายครั้งนี้ทำกันอย่างเงียบๆ ลับๆ ไม่โปร่งใส เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องกล้ามาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ"

7 อรหันต์บ่นเซ็ง
 แหล่งข่าวในคณะที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งให้ดูกลยุทธ์การตลาดสินค้าเกษตร กล่าวว่าคณะทำงานถูกแต่งตั้งขึ้นมีทั้งหมด 7 คน ให้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการระบายสินค้าเกษตร แต่การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแทบจะไม่มีความหมายใดๆ หลายท่านได้รับการติดต่อเพียงทางโทรศัพท์ขอความคิดเห็นว่าราคาข้าวที่ควรขายควรเป็นเท่าใดเท่านั้น
 "คณะทำงานได้มีโอกาสคุยกับนายไตรรงค์ ได้รับการเปรยว่าทุกอย่างเบ็ดเสร็จมาจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ตนเองดูขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าวและว่า
 ที่ปรึกษาบางคนบอกว่ารู้สึกอึดอัดใจ เพราะการขายข้าวครั้งนี้จริงอยู่ที่ราคาขั้นสุดท้ายที่ปรากฏออกมาดูดีไม่ต่ำกว่าราคาตลาดจนน่าเกลียด แต่กระบวนการวิธีการทั้งการขายแบบเงียบๆ ลับๆ ผ่านผู้ส่งออกไม่กี่ราย แต่ยังมีเทคนิคการจ่ายเงินพิเศษกันอีก ที่บางเรื่องโดยมารยาทที่ปรึกษานายกฯไม่สามารถชี้แจง  แต่เป็นเรื่องที่ทั้งนายกรัฐมนตรีฯและรองไตรรงค์รู้ดี

Read More

ทีดีอาร์ไอขนข้อมูลตบหน้ากทช. ชงรัฐปลดล็อกหุ้นต่างชาติ49%
2/9/2553 9:29:20

        ทีดีอาร์ไอขนข้อมูลอัดกทช.ยับ ชงรัฐแก้พ.ร.บ.โทรคมฯให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ย้ำต้องยอมรับความจริงต่างชาติเท่านั้นที่มีศักยภาพลงทุน แฉ กทช. ออกร่างครอบงำกิจการโดยต่างด้าวตีกันฝรั่งประมูล 3G ทำให้เหลือเพียงค่ายมือถือหน้าเดิมรายเก่า ฟันธงประมูล 3G ไม่เดือดดานราคาสูงกว่าราคาเริ่มไม่มาก แนะออกใบอนุญาตบังคับไว-แมกซ์แข่ง 3G สร้างการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่วนการคงสิทธิเลขหมายมือถือสรุปโทษที่ไม่ปฏิบัติตามกทช. 6 กันยายนนี้
       
       นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยถึงข้อคิดเห็นต่อนโยบายและกฎระเบียบของรัฐต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า รัฐบาลควรเร่งแก้กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมฉบับที่ 3 เพื่อเปิดเสรีการประกอบกิจการโดยเร็วที่สุด ด้วยการแก้เพดานการถือหุ้นของต่างชาติจาก 49% เป็น 100 %เต็ม เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากต่างชาติ
       
       “รัฐบาลควรเริ่มต้นแก้ไขพ.ร.บ.โทรคมนาคมครั้งที่ 3 โดยเปิดให้ต่างชาติมาถือหุ้นส่วนใหญ่ เพราะเราปฎิเสธความจริงไม่ได้ว่ากลุ่มทุนไทยไม่มีกำลังมากพอที่จะลงทุนได้ และผมไม่เชื่อเรื่องปัญหาความมั่นคง และการอ้างความเป็นสัญชาติไทยในกิจการนี้เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นผู้ประกอบการไทยลดค่าบริการและยังเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง”
       
       นอกจากนี้ ยังเห็นว่ากทช.ไม่ควรนำร่างประกาศ กทช.ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ.....มาใช้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องไม่นำมาใช้ให้มีผลย้อนหลัง เพราะร่างฯดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติไม่เข้าร่วมการประมูล 3G โดยที่ผ่านมานักวิเคราะห์ออกมาระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าต่างชาติกังวลเรื่องร่างครอบงำต่างด้าวจนตัดสินไม่เข้าร่วมประมูล ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการยกเลิกสัญญาเป็นใบอนุญาต หรือเรื่องการบิดเบือนข้อมูลเรื่องกทช.ไม่มีอำนาจในการจัดสรรความถี่ใหม่ หรือบิดเบือนเรื่องกติกาให้รายใหม่ไม่สามารถแข่งขันกับรายเก่าได้ ตามที่กทช.กล่าวอ้างก่อนหน้านี้
       
       “กทช.ทำร่างดังกล่าวขึ้นมาโดยไม่มีการประเมินความเสียหาย และตอนนี้ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ยังไม่บังคับใช้เพราะไม่มีต่างชาติมาร่วมประมูลแม้แต่รายเดียว มีเพียงผู้ให้บริการเข้าร่วมประมูลซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าคลื่นไม่สูงกว่าราคาตั้งต้น 12,800 ล้านบาทแน่นอน หากยังประกาศใช้ร่างนี้ก็จะสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น”
       
       อย่างไรก็ดี หากหากกร่างฯมีการหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งในการประมูลใบอนุญาตสุดท้ายที่เหลือ ก็จะไม่เกิดการแข่งขันเหมือนเดิมเพราะส่งผลให้ผู้ให้บริการรายเดิมที่พลาดการประมูลใบอนุญาต 2 ใบแรกไป โดยไม่ต้องประมูล และได้ในราคาต่ำสุดของผู้ชนะการประมูล อีกทั้งระยะเวลากำหนดระยะเวลาในการดำเนินการเปิดให้ไลเซนส์ใบสุดท้ายสั้นเกิดไปเพียง 90 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้การแข่งขันรอบแรกมีการแข่งขันที่แท้จริงควรเพิ่มระยะเวลาออกไปเป็น 1 ปี
       
       ทั้งนี้ กทช.ควรกำกับดูแลการเชื่อมโยงโครงข่ายและการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันให้เอื้อต่อการแข่งขัน โดยไม่ควรกำหนดให้เอกชนตกลงกันเอง แทบจะไม่กำกับดูเพราะเอกชนอาจจะตกลงค่าเช่าราคาสูงเพื่อกีดกันรายใหม่เข้าสู่ตลาด เหมือนกรณีการกำหนดค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ซึ่งรัฐบาลและกทช.ควรร่วมกันทำความชัดเจนเรื่องการใช้โครงข่ายพื้นฐาน 2G โดยเร็วเพื่อช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อน
       
       นายสมเกียรติยังให้ข้อเสนอแนะอีกว่า กทช.ควรกำหนดเงื่อนไขในการให้บริการอย่างทั่วถึงที่เอื้อต่อการแข่งขัน โดยให้เป็นไปตามพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ที่จะประกาศใน 2-3 เดือนหลังจากนี้และตามคำแนะนำของธนาคารโลกที่ระบุให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการอย่างทั่วถึง หรือ USO ตามแผนที่ กทช.กำหนด หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้จ่ายเงินจำนวน 4% ของรายได้รวมเข้ากองทุน USO
       
       ฉะนั้น การที่กทช.กำหนดตามใจชอบโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าให้ผู้รับใบอนุญาต 3G ให้บริการอินเทอร์เน็ต 4.5 หมื่นโรงเรียนเฉลี่ยรายละ 1.5 หมื่นโรงเรียน โดยไม่คิดค่าบริการฟรี 5 ปี โดยไม่มีการันตรีว่ามีต้นทุน 4% ตามข้อกำหนดนั้นไม่เป็นธรรมกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น
       
       นอกจากนี้ กทช.ควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันข้ามบริการ ด้วยการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการไว-แมกซ์ให้แข่งขัน 3G มากกว่าให้เป็นบริการเสริม 3Gในพื้นที่ห่างไกล โดยห้ามไม่ให้ผู้รับใบอนุญาต 3G ประกอบกิจการไว-แมกซ์ หรืออย่างน้อยควรสงวนใบอนุญาตจำนวนมากให้รายใหม่เพื่อสร้างการแข่งขันให้มีมากขึ้น
       
       ส่วนกรณีการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) กทช.ควรจะเรียกปรับผู้ให้บริการที่ให้บริการล่าช้ามากกว่าน 20,000 บาท เพราะจำนวนดังกล่าวเป็นเงินน้อยเกินไปสำหรับผู้ให้บริการมือถือที่มีกำไรมหาศาลในแต่ละปี ส่งผลให้ผู้ให้บริการไม่กลัวทำผิดกฎหมาย
       
       สุดท้ายกทช.ควรกำหนดมาตราการคุ้มครองผู้ใช้บริการ 2G ไม่ให้ถูกกดดันไปใช้บริการ 3G เช่น การเข้าไปกำกับดูแลค่าบริการและคุณภาพอย่างเคร่งครัด หากกทช.ไม่เข้าไปดูแลผู้ให้บริการอาจละเลยบริการ 2G บีบให้ผู้ใช้บริการย้ายไปใช้ 3G เพื่อลดค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐลงต่อเนื่อง
       
       พร้อมกันนี้ นายสมเกียรติยังให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวคิดแปลงสัมปทาน 2G ของรัฐบาลว่า เป็นหลักการที่ดีเพราะมีความเป็นไปได้ทางการเงิน แต่เป็นแนวทางที่ผลักดันยาก ฉะนั้น อย่างน้อยรัฐบาลควรจะมีการหารือเรื่องการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานก่อนอายุสัมปทานจะหมด
       
       "รัฐบาลควรลดค่าธรรมเนียมจาก 12.5% ให้อยู่ในระดับเดียวกับ 3G ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2% USO 4% โดยรัฐไม่ควรได้ผลประโยชน์น้อยกว่าเดิมด้วยการเพิ่มรายได้จากค่าแรกเข้าโดยให้ผ่อนชำระได้ ค่าเช่าโครงข่ายและค่าประมูลคลื่น ในขณะที่เอกชนได้ประโยชน์จากการลดการลงทุนซ้ำซ้อน
       
       กทช.สรุปโทษไม่เปิดนัมเบอร์พอร์ต6ก.ย.นี้
       
       นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด กทช. เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาว่า กทช.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งมีนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช. เป็นประธาน ไปพิจารณาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จากกรณีที่เอกชนไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ตามกำหนดในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยให้กลับมารายงาน ซึ่งรวมถึงบทลงโทษที่จะมีกับเอกชน ชัดเจนต่อบอร์ดกทช.อีกครั้งในวันที่ 6 กันยายนนี้
       
       สำหรับความผิดดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 66 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีโทษปรับขั้นต่ำวันละ 20,000 บาท นับจากวันที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ตลอดจนพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการการ ซึ่งค่าปรับนั้นอาจมากขึ้นตามการพิจารณาความเสียหายที่ประชาชนและส่วนรวมจะได้รับ ซึ่งจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) มีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาจำนวนมากเช่นกัน

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

บอนด์เกาหลีใต้ออกอาการกร่อย ต้นทุนสวอปพุ่งฉุดยิลด์ไม่จูงใจ
2/9/2553 9:31:24

       ต้นทุนสวอปพุ่ง ฉุดผลตอบแทนบอนด์เกาหลีใต้ไม่จูงใจ เอวายเอฟเบรกขายกองทุนใหม่ เหตุผลตอบแทนไม่เข้าตา ชี้เป็นผลจากเศรษฐกิจแดนกิมจิเริ่มฟื้น ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์จากต่างประเทศลดลง
       
       นายอาสา อินทรวิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (สวอป) ของกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนเมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้ว ไม่น่าจูงใจ และมีโอกาสที่ผลตอบแทนจะน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ บริษัทจึงได้ชะลอการขายหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนเปิดกรุงศรีพันธบัตรเกาหลี 9M15 ออกไปก่อน
       
       ทั้งนี้ ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยในประเทศเกาหลีใต้เอง เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารในประเทศมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะปล่อยเงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาในระบบ ดังนั้น ความต้องการเงินจากนอกประเทศจึงน้อยลง ซึ่งสวนทางจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่เศรษฐกิจไม่ดี จึงต้องการเงินจากต่างประเทศ ด้วยการกู้เงินดอลลาร์แล้วทำสวอปเอา
       
       โดยต้นทุนสวอปในปัจจุบัน แคบลง 0.5-0.8% ส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตรอายุประมาณ 1ปี ลดลงมาอยู่ที่ 0.9-1.0% เท่านั้น จากเดิมที่อยู่ในระดับ 1.3-1.6% ซึ่งผลตอบแทนในระดับดังกล่าว ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงอายุเดียวกัน ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศมีแนวโน้มขาขึ้นอีกด้วย
       
       "หลังจากนี้ ผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้อาจจะไม่จูงใจแล้ว ซึ่งระยะนี้คงต้องชะลอการออกกองทุนใหม่ไปก่อนเพื่อรอดูตลาดอีกครั้ง แต่หากผลตอบแทนหลับมาจูงใจเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะออกกองใหม่อีกครั้ง"นายอาสากล่าว
       
       สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศ นายอาสากล่าวว่า การประชุมนโยบายดอกเบี้ยของไทย เหลือการพิจารณาอีก 2 ครั้งในเดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม ซึ่งคาดการณ์ว่าทั้งสองครั้ง ธนาคารแห่งประเทศจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกแน่นอน ส่งผลทำให้ทั้งปีนี้ อัตราดอกเบี้ยไทยจะปรับขึ้นทั้งหมด 1% จาก 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ที่ขึ้นไปแล้ว 0.50% ทั้งนี้ การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

ธปท.รับเศรษฐกิจครึ่งหลังแผ่ว
1/9/2553 9:29:45

"แบงก์ชาติ" รับเดือน ก.ค.เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว แต่ยังหวังการใช้จ่ายลงทุนเอกชน และส่งออกครึ่งปีหลังจะกลับมาโตดีต่อได้ ด้าน "พรทิวา" เด้งขออาสาสมัครตรวจราคาสินค้าหลังโดน ครม.เศรษฐกิจสวดยับคุมราคาไม่ได้... 

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. ว่า หากเทียบกับเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงมาก หลังจากอั้นมานานในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเดือน เม.ย. และ พ.ค.ที่ผ่านมา เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน ก.ค.แสดงอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงทั้งภาคการส่งออก การผลิต และการบริโภคภาคเอกชน โดยในเดือน ก.ค. การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

"การลงทุนภาคเอกชน เดือน ก.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22.1% เนื่องจากการลงทุนในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา" 

ทั้งนี้ ธปท.มองว่าปัจจัยที่จะเอื้อให้การลงทุนใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาจากความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และเห็นอุปสงค์ที่จะเพิ่มมากขึ้น จากการบริโภคอุปโภค และการส่งออกที่จะขยายตัวดีต่อเนื่องในช่วงต่อไป ในขณะที่แนวโน้มรายได้ของประชาชน และการมีงานทำยังอยู่ในระดับที่จะเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนั้น หากพิจารณาการใช้กำลังการผลิต ซึ่งภาพรวมอยู่ที่ 67% แต่มีหลายภาคที่ใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งสนับสนุนให้การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 

ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวในเดือน ก.ค.กลับมาขยายตัวในอัตรา 14.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ดัชนีการอุปโภคบริโภคในเดือน ก.ค. ขยายตัวชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น 5.1% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 8.3% อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรในเดือน ก.ค.ที่เพิ่มขึ้นในระดับที่สูงถึง 46.1% ทำให้คาดการณ์ว่าการอุปโภคในช่วงต่อไปจะขยายตัวในดีต่อเนื่อง นอกจากนั้น ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสูงขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ มีความสามารถอุปโภคบริโภคมากขึ้นด้วย 

ด้านการส่งออก ก.ค.มีมูลค่า 15,475 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.2% จาก 47.1% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 36.5% มูลค่ารวม 16,266 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนนี้กลับมาขาดดุล 791 ล้านเหรียญฯ และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1,134 ล้านเหรียญฯ อย่างไร ก็ตาม ดัชนีคำสั่งซื้อล่วงหน้าระหว่างประเทศใน 3 เดือนข้างหน้า ยังแสดงให้เห็นว่ามีคำสั่งซื้อที่ดีต่อเนื่อง และเห็นการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ประเมินว่า การส่งออกในช่วงต่อไปยังขยายตัวต่อได้ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 16.3% ลดจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 21.9% 

ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมจัดตั้งอาสาสมัครธงฟ้าจำนวนมากเพื่อเข้าไปช่วยตรวจสอบและดูแลราคาสินค้าให้เป็นไปตามที่กำหนดเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ หลังจากที่ ก่อนหน้านี้ได้จัดทำสมาชิกเครือข่ายธงฟ้า ทั้งแม่บ้านธงฟ้า อาสาสมัครธงฟ้าที่ช่วยตรวจสอบดูแลราคาสินค้าและแจ้งกระทรวงพาณิชย์เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ทัน ท่วงที จึงถือว่าเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้กระทรวงดูแลราคาสินค้าไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสหรือเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ให้แจ้งสายด่วน 1569 

ส่วนกรณีการดูแลราคาสินค้าที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่มีการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากและนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น จะเร่งสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าไปดูแลโดยไปขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ลดราคาสินค้าลงมาและอาจใช้วิธีการเดียวกับที่ดำเนินการในห้างฟาสต์ฟู้ด โดยให้มีราคาแนะนำร่วมอยู่ในรายการอาหารที่จำหน่ายด้วย 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีการหยิบยกเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ปล่อยให้ราคาสินค้าแพงมาหารือใน ครม.เศรษฐกิจ นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการจัดงานธงฟ้าลดค่าครองชีพประชาชนในปี 54 กรมจะเพิ่มความถี่ในการจัดงานให้บ่อยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณพิเศษ จากงบประมาณกลางของรัฐบาลอีก 200 ล้านบาท เพื่อใช้จัดงานธงฟ้าดังกล่าว เพราะทิศทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระหว่างการฟื้นตัว ผู้ผลิตสินค้าหลายรายการต้องการปรับขึ้นราคาขายจากต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนไม่ได้มีรายได้มากขึ้น และกำลังซื้อยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก การจัดงานธงฟ้า นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40% จะเป็นกลไกในการช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเป็นช่องทางระบายสินค้าให้ผู้ประกอบการเพื่อลดต้นทุนการวางจำหน่ายสินค้า ส่งผลให้ความจำเป็นในการขอปรับขึ้นราคาลดลง.

Read More

ออมสินอัดแพ็กเกจระดมเงินฝาก
1/9/2553 9:31:39

ธนาคารออมสิน ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ "เงินฝาก 8 เดือน มีแต่ได้กับได้" อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.90 ต่อปี เปิดรับฝากเพียง 3 เดือน 9 ก.ย. ถึง 9 ธ.ค. ...  

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินในฐานะสถาบันที่ดำเนินภารกิจสำคัญ คือ มุ่งมั่นทำหน้าที่ส่งเสริมการออม ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝาก ควบคู่ไปกับการดูแลด้านผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนี้ ธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ "เงินฝาก 8 เดือน มีแต่ได้กับได้" อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.90 ต่อปี เมื่อฝากครบอายุ 8 เดือน แต่ถ้าฝากไม่ครบกำหนดจะได้รับอัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลา โดยฝากครบ 3 เดือนแต่ไม่ถึง 6 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.15 ต่อปี และฝากครบ 6 เดือน แต่ไม่ครบ 8 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อปี ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะเปิดรับฝากเพียง 3 เดือนเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2553 

"ธนาคารออมสินยังคงคำนึงถึงนโยบายสนับสนุนการออมในภาคประชาชนเป็นสำคัญ จึงเปิดรับฝากเงินฝาก 8 เดือน เพื่อตอบรับกับความต้องการผู้ฝากเงินในช่วงเวลานี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และจะมีเงินฝากรูปแบบใหม่ออกมารองรับความต้องการอีกในเร็วๆนี้" 

นอกจากนี้ ธนาคารเตรียมจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้า ในโอกาสที่ "สลากออมสิน 5 ปี" ครบรอบ 1 ปี ซึ่งเปิดรับฝากไปเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ด้วยการมอบบัตรเอทีเอ็มให้แก่ลูกค้าสลากออมสินทุกราย ทั้งลูกค้ารายเดิมและลูกค้าที่จะฝากรายใหม่ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี พร้อมกับการแจกของรางวัลให้แก่ผู้ใช้บริการฝาก-ถอน ชำระค่าสินค้า  หรือบริการผ่านตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสิน  ในแคมเปญ "ถอนโอนจ่ายได้ลุ้นรถ" โดยนำสลิปรายการส่งชิงโชครถกระบะโตโยต้าวีโก้ จำนวน 6 คัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า คลิก อีกจำนวน 100 คัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป โดยผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศกว่า 800 สาขา และหน่วยให้บริการทุกรูปแบบ หรือ Call Center โทร.1115 หรือที่เว็บไซต์
www.gsb.or.th

Read More

'จุติ'เด้งรับ'อภิสิทธิ์'ผุดบ.ลูกปณท.สั่งปณท.ตั้งธนาคารคนจน
1/9/2553 9:34:08

        จุติรับลูกนายกฯ เร่งไปรษณีย์ไทย ตั้งบริษัทลูกรับนโยบาย ธนาคารคนจน ปล่อยกู้คนรากหญ้าแบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในวงเงินหลักพันบาท
       
       นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังเข้ามอบนโยบายคณะกรรมการชุดใหม่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ว่าได้มอบหมายให้บอร์ดไปเร่งจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทลูก เพื่อรองรับนโยบายจัดตั้งธนาคารคนจน หรือ ไมโครเครดิต ซึ่งมีต้นแบบจากธนาคารกรามีน ของประเทศบังคลาเทศ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากมีการหารือในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 30ส.ค.ที่ผ่านมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบออกไปในวงกว้างมากขึ้น
       
       'นายกฯต้องการกระจายแหล่งเงินกู้ ให้เข้าถึงคนจนในพื้นที่ทุรกันดารจริงๆ และเห็นว่าไปรษณีย์ไทยมีสาขากระจายอยู่ถึง 1,200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มคนจน ชดเชยธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ที่สามารถเข้าถึงเฉพาะในตัวเมือง คนจนหมดโอกาสเข้าถึง โดยที่ไมโครเครดิตจะปล่อยกู้แบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยต่ำ ให้วงเงินกู้หลักพันบาทโดยจะเน้นพื้นที่ที่ยากจนและมีหนี้เป็นจำนวนมากเป็นหลักก่อน'
       
       โดยที่ขณะนี้สำนักงานงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับนโยบายและจะดำเนินการทำคำร้องยื่นขออนุญาตต่อนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายใน 2 สัปดาห์ โดยรมว.คลังรับปากว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
       
       ทั้งนี้แหล่งเงินทุนที่นำมาปล่อยกู้ อาจจะเป็นการกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินอื่นๆ เช่นธนาคารโลก ซึ่งมีกองทุนสำหรับช่วยเหลือคนจนอยู่แล้ว โดยส่วนนี้คลังจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาให้เอง โดยบริษัทลูกของไปรษณีย์ไทยจะทำธุรกิจด้านการปล่อยกู้โดยไม่หวังผลกำไร รวมทั้งจะต้องใช้พนักงานใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงินเป็นอย่างดี
       
       'ส่วนของการกู้เงินอาจจะมีการตั้งบูธ ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้รับคำขอกู้เงิน และพิจารณาอนุมัติ โดยค่อยๆเปิดตามไปรษณีย์สาขา เริ่มในพื้นที่ยากจนและมีหนี้เยอะซึ่งจากฐานข้อมูลของประเทศ พบว่าอ.อมก๋อย ยากจนที่สุด'
       
       เลิกสัมปทานไม่คืบ
       
       นายจุติกล่าวต่อว่า ครม.เศรษฐกิจ ได้รับทราบการทำงานของคณะทำงานพิจารณาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่ 2ว่าในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาได้ทำงานอะไรไปแล้ว แต่ยังมีการตั้งคำถามในประเด็นกฎหมาย โดยนายกฯ จะทำเรื่องถามกฤษฏีกา ในเรื่องข้อกฎหมาย 3 ประเด็นด้วยตัวเอง อาทิ เรื่องอายุสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่แตกต่างกัน บริษัท ทรูมูฟ เหลือ 3 ปี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เหลือ5 ปี และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เหลือ8 ปี จะสามารถเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตให้เท่ากันหมดทุกรายหรือไม่ ถ้าทำได้ ต้องทำอย่างไร ฉะนั้นการเดินหน้าแผนดังกล่าวจำเป็นต้องรอคำตอบจาก กฤษฏีกาก่อนสรุปแนวทาง
       
       อย่างไรก็ดีครม.เศรษฐกิจได้มีมติให้กระทรวงไอซีทีไปปรับทัพ บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที เพื่อนำไปสู่แผนบรอดแบนด์แห่งชาติ ส่วนแผนยกเลิกสัมปทานแล้วเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตนั้นเป็นแผนเล็กที่สุดที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก
       
       2สัปดาห์รายงานสอบสัปทานครม.
       
       นายจุติกล่าวว่าจะนำเสนอผลการตรวจสอบสัญญาสัมปทานดาวเทียม และสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ ของคณะกรรมการมาตรา 13 และมาตรา 22 ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เข้าครม.เพื่อพิจารณาภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์หน้า
       
       สาเหตุที่ทำให้ส่งผลการตรวจสอบล่าช้าเป็นเพราะมีรายละเอียดด้านกฎหมายจำนวนมากประกอบกับการแก้ไขสัญญาที่ผ่านมามีการกระทำหลายครั้งและยอมรับว่าการตรวจสอบสัญญาไทยคมเป็นเรื่องที่ทำยากที่สุดเพราะคณะกรรมการมาตรา 22 เป็นตัวถ่วง
       
       'อย่างไรก็ดีการแก้ไขสัญญาที่ผ่านมามีความเสียหายและมีความผิดเกิดขึ้นแน่นอน เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงดำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินชี้ขาดแล้ว แต่ในส่วนนี้ยอมรับว่าไม่สามารถเอาผิดเอกชนได้เพราะการดำเนินการแก้ไขเกิดขึ้นและเห็นชอบโดยหน่วยงานรัฐ ซึ่งการแก้ไขทำได้ด้วยการทำสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง เรื่องนี้ผมต้องทำให้เสร็จใน 4 เดือน ตามที่ผมเคยสัญญาไว้'
       
       ทั้งนี้คาดว่าการเอาผิดครั้งนี้จะไม่เป็นการเอาผิดกับเอกชน แต่จะไปดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งทั้งระดับผู้บริหาร บอร์ด และรัฐมนตรีในสมัยนั้น

ที่มา  ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

ครึ่งปีแรกกองทุนรวม คนไทยเข้าใจการลงทุนมากขึ้น
1/9/2553 9:36:02

       ธุรกิจกองทุนรวมในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมายังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในช่วงต้น ๆ ปีจะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองอยู่บ้าง ทำให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมต้องมีการสะดุดลงไปช่วงขณะหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะนักลงทุนเองยังไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนเพราะอยากที่จะรอดูสถานการณ์ในตอนนั้นก่อนเลยทำให้ถือเงินสดไว้ก่อนที่จะคิดลงทุน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองได้ผ่านพ้นไป นักลงทุนเองก็ทยอยกับเข้ามาลงทุนตามเดิม ทำให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง
       
       "วรวรรณ ธาราภูมิ" นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด บอกว่า  มูลค่าการซื้อ - ขายกองทุนรวม ครึ่งแรกของปี 2553 เดือนมกราคม ที่ผ่านมา มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดคือติดลบ 40,972 ล้านบาท ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ติดลบ 754 ล้านบาท และเดือนพฤษภาคม ติดลบ 11,312 ล้านบาท ในขณะที่อีก 3 เดือนที่เหลือในครึ่งแรกของปีมีเงินไหลเข้าสุทธิเป็นบวก ทำให้ตลอดครึ่งแรกของปีมีเงินใหม่เข้าซื้อกองทุนรวมทุกประเภทเป็นเงิน 1,222,218 ล้านบาท มีการขายคืน 1,248,528 ล้านบาท รวมเป็นไหลออกสุทธิไป 26,310 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ สาเหตุที่เงินไหลออกสุทธิโดยเฉพาะในเดือนมกราคมนั้นเป็นเพราะกองทุนตราสารหนี้ล้วน ๆ และเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในเกาหลีใต้โดยดูได้จากปริมาณซื้อขายกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศหรือ FIF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้
       
       ขณะที่มูลค่าการซื้อ- ขาย กองทุนรวม FIF ทุกประเภท หากนับรวม 6 เดือนแรกของปี กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศหรือ FIF มีการไถ่ถอนสุทธิไปแล้ว 111,580 ล้านบาท ซื้อใหม่ 278,655ล้านบาท ถอนออกหรือครบกำหนด 390,235 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นที่น่าประหลาดใจ เพราะว่าผลตอบแทนสุทธิของกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้เริ่มใกล้เคียงกับผลตอบแทนในประเทศไทยแล้ว ทั้งยังมีการออกพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรไทยเข้มแข็ง และการแข่งขันด้านเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์อีกด้วย
       
       นายกสมาคม บลจ. บอกต่อว่า ส่วนการลงทุนในหุ้นช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีความรุนแรงในบ้านเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมาและทำให้ผู้ลงทุนสูญเสียความมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยไปมากนั้น อย่างไรก็ตามการลงทุนไม่ได้มีผลกระทบอย่างที่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากว่าผู้ลงทุนในกองทุนรวมเดี๋ยวนี้เป็นคนรู้จักจังหวะการลงทุนดีทีเดียว อาจจะเก่งกว่าผู้จัดการกองทุนด้วยซ้ำ เพราะว่ามีการซื้อสุทธิในกองทุนหุ้นในเดือนพฤษภาคม 4,316 ล้านบาท คงเป็นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไปได้โดยที่เศรษฐกิจโดยรวมจะกระทบช่วงสั้นๆ จึงเป็นโอกาสดีที่จะลงทุนในราคาถูกกว่าที่ควรเป็นในภาวะปกติ ซึ่งนักลงทุนจะเชื่อว่าในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นมันและมีหัวใจแข็งแรงขนาดไหน นอกจากนี้อุตสาหกรรมที่กระทบมากที่สุดคือการท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่าไรเลย
       
       อย่างไรก็ตาม หากนับครึ่งปีแรกมูลค่าการซื้อ - ขายกองทุนหุ้นทุกประเภท ซึ่งรวมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่เป็นหุ้น มีการซื้อใหม่ 31,985 ล้านบาท ถอนออก 35,045 ล้านบาท จึงติดลบไป 3,060 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่กองทุน LTF เป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด
       
       ส่วนกองทุน RMF มียอดซื้อ - ขายครึ่งแรกของปีมียอดซื้อ 9,248 ล้านบาท ถอนออก 9,157 ล้านบาท สุทธิเป็นบวก 126 ล้านบาท ทั้งนี้ ทั้ง LTF และ RMF จะมียอดเข้ามามากในเดือน ธันวาคม ของทุกปี
       
       ด้าน สมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า ภาพรวมการเติบโตอุตสหกรรมกองทุนรวมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาถือว่าเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งณ วันที่ 25 มิถุนายน 2553 ทั้งอุตสหกรรมกองทุนอยู่ที่ 2.81% โดยกองทุนรวมมีการเติบโตอยู่ที่ -0.12% กองทุนส่วนบุคคลมีการเติบโตประมาณ8.49% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีการเติบโตอยู่ที่ 12.37% และกองทุนจัดตั้งพิเศษมีการเติบโตอยู่ที่ -0.56%
       
       ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้กองทุนรวมเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจาก การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน การออกขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งของรัฐบาล การขายสลากออมสินของธนาคารออมสิน รวมถึงการระดมเงินฝากจากธนาคาร เป็นต้นรวมเงินที่ไปลงทุนในกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ทยอยครบอายุอีกด้วย ส่งผลให้ภาพรวมของกองทุนรวมเติบโตน้อยที่สุด
       
       "เราประเมินว่าทั้งปีอุตสหกรรมมการทุนรวมจะเติบโตประมาณ 5% ซึ่งช่วง 5-6 เดือนที่เหลือหลายๆบลจ.คงต้องมีนวัตกรรมการการลงทุนใหม่ๆที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับพันธบัตรเกาหลีใต้มาแทนกองทุนที่ทยอยครบอายุ พร้อมทั้งออกโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้ากองทุนLTF และ RMF อีกด้วย"

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Read More

หุ้นสื่อสารทำกร่อยร่วงยกแผง
1/9/2553 9:32:27

นักเก็งกำไรกระอักหุ้นสื่อสารร่วงยกแผง  นำโดย JAS—LOXLEY—SAMART หลังพร้อมใจกันเมินยื่นประมูลไลเซ่นส์ 3 จี ปล่อยเอไอเอส—ดีแทคชิงดำเท่านั้น... 

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสาร ที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนเฮละโลเข้ามาตะลุมบอนไล่ราคาเก็งกำไรข่าวการเข้าร่วมยื่นซองประมูลใบอนุญาต 3 จี อย่างคึกคัก ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นเหล่านี้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง สร้างสถิติสูงสุดในรอบหลายปีกันเลยทีเดียว แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันเปิดให้ยื่นซองประมูลเมื่อ 30 ส.ค. หลายบริษัทไม่ได้เข้าร่วมยื่นซองประมูลแต่อย่างใด ส่งผลให้นักลงทุนกลับลำหันมาเทขายหุ้นหนีตายกันจ้าละหวั่น

โดย บมจ.จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ปิด 1.33 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 6.99%, บมจ.ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) ปิด 2.60 บาท ลบ 0.32 บาท หรือ 10.96%, บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ปิด 7.65 บาท ร่วง 0.60 บาท หรือ 7.27% และ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) ปิด 2.04 บาท ร่วง 0.18 บาท หรือ 8.11% โดยบริษัทเหล่านี้ต่างแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าบริษัทไม่ได้ยื่นประมูล 3 จี เนื่องจากมองว่าไม่คุ้มต่อการลงทุนและการขยายบริการ MVNO เต็มรูปแบบ (Full MVNO) จะคุ้มค่าในการลงทุนและมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่ LOXLEY แจ้งว่าไม่พร้อมวางเงินประกันที่สูง และมีระยะเวลาที่ให้ยื่นประมูลน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการ ทำให้บริษัทไม่พร้อมในการเข้าร่วมยื่นประมูลได้ทันตามเวลาที่กำหนด 

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงวงการหลักทรัพย์ให้ ความเห็นว่า ในเชิงธุรกิจ บริษัทเหล่านี้แทบไม่มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะเข้ามาร่วมประมูลลงทุนวางโครงข่าย 3 จี ได้เลย เพราะมีการลงทุนที่สูงมาก และที่ผ่านมาเหมือนมีเจตนาปล่อยข่าวให้คนเข้าใจผิดว่าจะเข้าไปร่วมประมูล เป็นการจุดพลุสร้างกระแสให้คนเข้าไปไล่ราคา  ลากให้นักลงทุนรายย่อยเฮละโลเข้าไปถูกเชือดบาดเจ็บขาดทุนกันจำนวนมาก น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับนักเก็งกำไรรายย่อยทั้งหลาย  โดยเฉพาะหุ้น JAS ราคาหุ้นถูกลากขึ้นไปสูงกว่า 2 บาท เชื่อว่าตรงนั้นน่าจะมีคนขาดทุนกันมาก ส่วนการที่ผู้บริหารเข้ามาไล่ซื้อก็ไม่รู้ว่าเจตนา  หากมองในแง่ลบก็อาจเป็นการล่อให้นักลงทุนเข้าไปไล่ตาม เพราะขนาดมีชื่อผู้บริหารยังเข้าไปไล่ซื้อ แต่ไม่รู้ว่ามีพอร์ตชื่ออื่นขายออกมาหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นของ 3 บริษัทที่ได้ยื่นซองประมูลคลื่น 3 จี ในครั้งนี้คือ บมจ.แอด-วานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และ บมจ.ทรู- คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ต่างปรับตัวลงแรงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะหุ้น TRUE ที่ปิดตลาดลดลง 0.70 บาท มาที่ 6.60 บาท หรือลดลง 9.59% เนื่องจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย ดังนั้น จะมีการประมูลไลเซ่นส์เพียง 2 ใบ ทำให้ คาดการณ์ว่า TRUE เป็นบริษัทที่เสียเปรียบที่สุดสำหรับการประมูลรอบแรก เนื่องจากมีฐานะการเงินอ่อนแอกว่าผู้เข้าร่วมประมูลอีกสองราย ส่วนการปรับตัวลงของอีก 2 บริษัทคือ ADVANC และ DTAC นั้นน่าจะเป็นการขายในลักษณะ Sale on fact คือหมดการรับรู้ข่าวแล้วนักลงทุนจึงขายทำกำไรออกมา หลังจากก่อนหน้านี้ดันราคาหุ้นขึ้นมารับข่าวล่วงหน้าจนถึงระดับหนึ่งแล้วเมื่อข่าวจริงออกมาก็ถือว่าหมดข่าว 

ด้านบทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า การแข่งขันรอบแรกนี้อาจมีความรุนแรง จึงอาจทำให้ราคาใบอนุญาตสูงกว่าประมาณการของบริษัทที่ 15,300 ล้านบาท  สูงกว่าราคาประมูลเริ่มต้นที่  12,800  ล้านบาท ราว 20% และหากสูงกว่านี้จะยิ่งทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้น.

Read More

80 Pages 1 2 3 4 > Last
space
Copyright 2009. All Right Reserved. www.fpri.or.th, www.fispri.org
HOME | ABOUT US | THE WORK | DIRECTOR MESSAGE | NEWS | EVENTS | CAREERS | OTHER SITES | CONTACT