จากกระเเสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุน ที่ประเทศไทยเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้อง เข้าสู่การเจรจาในกรอบต่างๆ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แล้วท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับ กลุ่มประเทศใดมากที่สุด




|
| News (799 news) |
 |
เสนอครม.วันนี้ MOU ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง 3 เส้นทาง มูลค่า 5 แสนล้านบาท เล็งตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาแบ่งสัดส่วนถือหุ้น 50:50 ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน จับ รฟม.และ รฟท.เข้ามาถือหุ้น มั่นใจยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย พิ่มศักยภาพการแข่งขัน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (31ส.ค.) คณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธาน จะเสนอกรอบการเจรจารูปแบบร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงจำนวน 3 เส้นทางที่มีมูลค่าทั้งสิ้น 5 แสนล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา หลังจากนั้นจะนำกรอบดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและทำประชาพิจารณ์จากประชาชนต่อไป “กรอบที่นำเสนอ ครม.ครั้งนี้เสมือนกับการเซ็นสัญญา MOU แล้วแขวนประเด็นหลักๆ ไว้ก่อน ส่วนรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิค ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตาม อาทิ พ.ร.บ.รถไฟ และพ.ร.บ.ร่วมทุนจากการที่ต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้น รวมไปถึงใครเป็นคนสร้าง เทคนิคที่นำมาใช้ การตีราคาหุ้นที่จะ Code ใครระหว่างไทยกับจีนและการกำหนดตัวรางให้เป็นกรรมสิทธิ์ของไทย ถือเป็นโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยกำหนดไว้ควรดำเนินการอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาเป็นประเด็นๆ ไป”น.ส.สุภากล่าว บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นมาจะมีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน 50:50 ซึ่งแต่ละฝ่ายจะไปหาผู้ร่วมทุนต่อไป โดยในส่วนของไทยคาดว่าจะเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีความชำนาญด้านเทคนิคและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เป็นเจ้าของที่ดินในการเดินรถไฟจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาการแบ่งสัดส่วนกันอยู่ “ขณะนี้ติดขัดข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.รถไฟในประเด็นที่ไม่ให้ต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในกิจการรถไฟของไทย แต่ถ้าตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้นมาและแบ่งสัดส่วนให้ รฟม.และ รฟท.เข้ามามีส่วนร่วมก็อาจมีความเป็นไปได้ ขณะที่ รฟท.ที่มีติดข้อกฎหมายในเรื่องสัมปทานเดินรถเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดินเพียงอย่างเดียวนั้นมองว่าหากจัดตั้งขึ้นในรูปแบบบริษัทร่วมทุนขึ้นมาแทนจะมีความเป็นไปได้เช่นกัน” สำหรับเงินลงทุนในการก่อสร้างและพัฒนาราง ซึ่งจะวิ่งเกาะตามไหลทางของรฟท.นั้นก็มีแนวความคิดหนึ่ง โดยความคิดหนึ่ง คือ รัฐบาลไทยจะนำสิทธิที่ดินที่ใช้ในการเดินรถไฟฟ้าความเร็วสูงนี้มาประเมินแล้วนำมาแปลงเป็นหุ้นในบริษัทร่วมทุน ขณะที่รัฐบาลจีนจะเป็นผู้หาเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมามาร่วมลงทุนและเมื่อเปิดให้บริการนี้แล้วจะนำรายได้จากค่าตั๋วโดยสารมาชดเชยค่าใช้จ่ายที่กำลังดำเนินการก่อสร้างต่อไป ส่วนเส้นทางการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงจะมีด้วยกัน 3 เส้นทาง ซึ่งไทยเลือกจะใช้ความเร็ว 250 กม.ต่อชม.ในทุกเส้นทาง คือ กรุงเทพฯวิ่งสู่จังหวัดระยอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นเส้นทางแรกที่ดำเนินการก่อสร้างที่จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที จากปกติใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง จึงเป็นการพัฒนาแหล่งอุตสาหกรรมที่ดีของประเทศ นอกจากนี้มีเส้นทางกรุงเทพฯ สู่ปาดังเบซาร์จ.สงขลา ซึ่งผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ และเส้นทางที่เชื่อมต่อจากประเทศจีนวิ่งผ่านประเทศลาวและเข้าสู่จังหวัดหนองคายของไทยและสุดปลายทางที่กรุงเทพฯ ถือเป็นการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศต่างๆ น.ส.สุภา กล่าวว่า โครงการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูงในเบื้องต้นจะเน้นการขนส่งคนเป็นหลัก หลังจากนั้นจะขยายไปสู่บริการด้านการขนส่งสินค้าต่อไป จึงมองว่าการลงทุนโครงการนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วย ซึ่งปัจจุบันศักภาพของไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน “ประเทศจีนมีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่ดีของเรา แต่ขณะนี้นักธุรกิจคนไทยยังเจาะตลาดในจีนไม่ได้ ถ้ามีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเกิดขึ้นจะเข้าถึงตลาดของประเทศอื่นๆ ที่วิ่งผ่านได้ง่าย เพราะเราสามารถทำที่โดดเด่นมาเจาะตลาดในจีนได้ ฉะนั้น เราควรเกาะไปกับเขาด้วย เพื่อไม่ให้ตกขบวน” น.ส.สุภากล่าว ***ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เมื่อวานี้ (30 ส.ค.) ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเห็นควรให้เดินหน้าโครงการลงทุนพัฒนารถไฟวงเงิน 1.7 แสนล้านบาท ที่ ครม.ได้เคยมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งเป็นการปรับปรุงบูรณะรางเดิมขนาด 1 เมตร ให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.1.3 กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบนรางขนาดมาตรฐาน (standard gauge) นั้น จะมีเส้นทางที่อยู่ในกรอบความร่วมมือกับประเทศจีน 2 เส้นทาง ได้แก่ หนองคาย-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-ชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการศึกษาในรายละเอียด สำหรับอีกสองเส้นทางได้แก่ กรุงเทพฯ - เชียงใหม่และ กรุงเทพฯ-ระยอง เห็นควรให้จัดทำ Market sounding เพื่อรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
ฐานดัชนีเริ่มแข็ง ตลาดหุ้นไทยบวกเพิ่มอีก 9 จุด ปิดที่ระดับ 909.65 จุด โบรกฯชี้รับอานิสงส์ตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับตัวเพิ่มขึ้นถ้วน หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อเศรษฐกิจอเมริกา หนุนเม็ดเงินลงทุนจากต่างแดนยังไหลเข้าต่อเนื่อง เห็นได้จากต่างชาติเข้าซื้อสุทธิอีก 1,111 ล้านบาท ประเมินทิศทางวันนี้มีโอกาสได้ทั้งปรับตัวขึ้นต่อ หรือเจอแรงเทขายทำกำไรกดดัชนี ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย วานนี้ (30ส.ค.) ปิดช่วงบ่ายที่ระดับ 909.65 จุด เพิ่มขึ้น 9.28 จุด หรือ +1.03%มูลค่าการซื้อขาย 40,127.45 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 913.81 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 907.47 จุด โดยดัชนีปรับตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่ 29ต.ค. 2550 ซึ่งปิดที่ 915.03จุด และเป็นการปรับตัวขึ้นแนวเดียวกับตลาดตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งรับแรงซื้อจากต่างชาติอย่างชัดเจน ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวานนี้ เพิ่มขึ้น 211 หลักทรัพย์ ลดลง 168 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 122 หลักทรัพย์ ขณะที่หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ TMB มูลค่าการซื้อขาย 2,164.03 ล้านบาท ปิดที่ 2.62 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,714.36 ล้านบาท ปิดที่ 13.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาทDTAC มูลค่าการซื้อขาย 1,643.42 ล้านบาท ปิดที่ 48.75 บาท ลดลง 0.75 บาท SSI มูลค่าการซื้อขาย 1,637.40 ล้านบาท ปิดที่ 2.00 บาท ลดลง 0.06 บาท และ BTS มูลค่าการซื้อขาย 1,512.64 ล้านบาท ปิดที่ 0.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์แยกตามประเภทนักลงทุน พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,111.54 ล้านบาท ถัดมาคือ สถาบันซื้อสุทธิ 962.45 ล้านบาท และ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซื้อสุทธิ 464.78 ล้านบาท โดยนักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 2,538.76 ล้านบาท สำหรับความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคพบว่า ดัชนี VN ตลาดหุ้นเวียดนาม ปิดบวก 15.41 จุด หรือ 3.59% แตะ 444.55 จุด มูลค่า 8.4945 แสนล้านดอง หรือ 43.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ,ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปรับตัวขึ้น 18.29 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 7,741.20 จุด , ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดขึ้น 158.20 จุด หรือ 1.76% แตะที่ 9,149.26 จุด,ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดดีดตัวขึ้น 30.57 จุด หรือ 1.77% ปิดที่ระดับ 1,760.13 จุด ,ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดบวก 41.92 จุด หรือ 1.61% แตะ 2,652.66 จุด ส่วนดัชนีหุ้นเสิ่นเจิ้นบวก 268.59 จุด หรือ 2.43% ปิดที่ 11,303.33 จุด และดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกงบวก 139.87 จุด หรือ 0.68% ปิดที่ 20,737.22 จุด นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวขึ้น ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นไทยได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวขึ้นนำตลาด ซึ่งแรงเข้าซื้อนี้ได้เกิดขึ้นไปทั่วทั้งภูมิภาค หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯไม่ได้เลวร้ายมาก โดยตัวเลข GDP ของสหรัฐฯยังขยายตัว 1.6% ดีกว่าที่ตลาดฯคาดการณ์ไว้ที่ 1.4% และทาง ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ก็ส่งสัญญาณพร้อมที่จะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดีดขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็มีการปรับตัวขึ้นมาด้วย สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันนี้(31 ส.ค.) มองว่าเนื่องจากตลาดฯปรับตัวขึ้นเร็ว ดังนั้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร แต่ทิศทางของตลาดฯยังเป็นลักษณะแกว่ง Sideway up พร้อมให้แนวรับไว้ที่ 907, 900 จุด ส่วนแนวต้าน 925 จุด นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในช่วงการซื้อขายบ่ายวานนี้ อ่อนตัวลงมาเล็กน้อย เพราะถูกแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม สื่อสารที่ปรับตัวลงมา หลังจากที่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนมีการเก็งกำไรในหุ้นสื่อสารกันมาก “หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ เพราะนักลงทุนเก็งกำไร ในประเด็นการเข้าประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G และวานนี้คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้กำหนดให้ผู้สนใจยื่นเอกสารได้ จึงเริ่มมีแรงขาย ทำกำไรออกมา ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นในวันนี้(31ส.ค.) ดัชนียังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ เพราะภาวะตลาดหุ้นโดยรวมยังดี แต่ก็จะต้องติดตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศด้วย โดยดัชนีจะมีแนวต้านที่ 920 จุด และแนวรับที่ 900 จุด”
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
หุ้น MFC เนื้อหอม "คันทรี่ กรุ๊ป" ตั้งโต๊ะเสนอซื้อ 30 ล้านหุ้น หวังเพิ่มสัดส่วน 49% ในระยะยาว ด้าน "พิชิต" เผย ศักษภาพการเติบโตและการทำกำไรเข้าตา ย้ำสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังไม่เปลี่ยน เหตุคลังและออมสิน โชว์จุดยืนไม่ลดสัดส่วนลง ระบุทั้งสองฝ่ายพอใจ ลักษณะการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนมากกว่า นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับหนังสือข้อเสนอในการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วน (Partial Tender Offer) เพื่อเสนอเงื่อนไขเบื้องต้นเกี่ยวกับการที่ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CGS ขอเสนอซื้อหุ้นบางส่วนจากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท โดยที่ประชุมบอร์ดได้พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวของซีจีเอสแล้ว มีมติรับทราบข้อเสนอภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อนของซีจีเอส เกี่ยวกับการเสนอซื้อหุ้นบางส่วนจากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท โดยมีรายละเอียด สัดส่วนการเข้าถือหุ้นเพิ่มของซีจีเอสจำนวนไม่เกิน 30,096,499 หุ้น ในราคาหุ้นละ 13.20 บาท ด้วยวิธีการทำคำเสนอซื้อหุ้น บางส่วน (Partial Tender Offer) จากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนไม่เกิน 30,096,499 หุ้น อย่างไรก็ตา ข้อเสนอดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedence) นั่นคือ ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทต้องมีมติอนุมัติให้จัด ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ซีจีเอสทำคำ เสนอซื้อหุ้นบางส่วนของบริษัทได้ โดยบริษัทจะต้องจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติ อนุมัติให้ซีจีเอสทำคำเสนอซื้อบางส่วน (Partial Tender Offer) จำนวนไม่เกิน 30,096,499 หุ้น ซึ่งที่ประชุมกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2553 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553 และอนุมัติกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 10 กันยายน 2553 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 13 กันยายน 2553 ทั้งนี้ ซีจีเอสได้รับอนุมัติคำขอผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วน (Partial Tender Offer) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว นายพิชิตกล่าวว่า การเสนอซื้อหุ้นบริษัทบางส่วนของคันทรี่ กรุ๊ป นั้น ในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งได้แก่กระทรวงการคลัง และธนาคารออมสิน รับรู้แล้ว ซึ่งระหว่างนี้เอง ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารออมสินก็คงจะนำกลับไปพิจารณาอีกครั้งว่าจะยอมรับการเสนอซื้อหุ้นบางส่วนครั้งนี้หรือไม่ในการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนความสนใจในการซื้อหุ้นดังกล่าว จากการพูดคุยระหว่างตัวแทนของ คันทรี่ กรุ๊ปเอง เขาค่อนข้างเชื่อมั่นศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรของบลจ.เอ็มเอฟซี ขณะเดียวกัน ทางคันทรี่ กรุ๊ป เอง ก็สนใจในแง่ของการเป็นผู้ร่วมทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการขายหน่วยลงทุน การหาสินทรัพย์ที่จะลงทุน เช่น การตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่ด้วย อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับเบื้องต้น ทางคันทรี่ กรุ๊ป เอง ไม่ได้ต้องการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่นเดียวกับความต้องการของทางภาครัฐ เพราะต่างพอใจในลักษณะการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนมากกว่า ซึ่งในระยะยาว เราเชื่อว่าการร่วมทุนในลักษณะดังกล่าว น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคต "คันทรี่ กรุ๊ปเองไม่ได้มีเจตนาเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในขณะที่กระทรวงการคลังเองก็ไม่ได้ต้องการลดสัดส่วนการถือหุ้นลง ดังนั้น สัดส่วนการถือหุ้นคงจะอยู่ในสักษณะผู้ร่วมทุนเช่นนี้มากกว่า"นายพิชิตกล่าว ด้านนายสุรพล ขวัญใจธัญญา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้น MFC ในสัดส่วน 25% และจะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้นอีกบางส่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 2555 โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญ MFC จำนวนไม่เกิน 30,096,499 หุ้นในราคาหุ้นละ 13.20 บาท โดยมีมูลค่ารวมเท่ากับ 397,273,786.80 บาท โดยวิธีการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วน (Partial Tender Offer) คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2553 โดยบริษัทจะใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสดคงเหลือของบริษัท และ/หรือ เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท นายสุรพล กล่าวว่า บริษัทมีแหล่งเงินทุนพร้อมสำหรับการซื้อกิจการเข้ามาเพิ่ม โดยจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่ราว 1.4-1.5 พันล้านบาท และเงินส่วนเกินสภาพคล่อง(NCR) ที่มีอยู่ 2.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีเงินจากพอร์ตลงทุนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งบริษัทจะนำเงินจากแหล่งเงินดังกล่าวนี้ไปใช้ในการซื้อหุ้น MFC คาดว่าหากผู้ลงทุนรายย่อยนำหุ้นมาเสนอขายครบ 25% ในราคา 13.20 บาท ต้องใช้เงินประมาณ 400 ล้านบาท และหากบริษัทเข้าซื้อหุ้น MFC ได้ตามจำนวนที่ยื่นทำเทนเดอร์ฯ ก็จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 49.99% และจะสามารถรับรู้กำไรจาก MFC สูงถึงปีละ 50 ล้านบาท แต่หากถือหุ้น 24.9% ก็จะรับรู้กำไรปีละ 20 ล้านบาท และในปี 54 บริษัทคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 10% จาก 6-7% ในปัจจุบัน ขณะที่นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินกลุ่มบริหารการเงิน ให้ความเห็นว่า ธนาคารออมสินไม่มีนโยบายขายหุ้นบลจ.เอ็มเอฟซี ที่ถืออยู่ 25% ออกไป เนื่องจากการลงทุนในบลจ.เอ็มเอฟซี เป็นไปในลักษณะพันธมิตรร่วมธุรกิจ (Strategig Partner) และเชื่อว่า บล.คันทรี่ ต้องการใช้เครือข่ายสาขาของธนาคารออมสินเป็นช่องทางในการจัดจำหน่าย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
ทอท.ชงบอร์ดหาข้อยุติสัญญาล็อกซเล่ย์ เหตุมติบอร์ดชุด”สพรั่ง”สั่งลดเหลือ 5 ปี จาก 10 ปี “เสรีรัตน์”เผยสัญญาเดิมยังไม่เปลี่ยน ชี้เสนอบอร์ดเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยมีข้อมูลผลการทำงานและการปรับวิธีจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าเงินในอนาคตและเป็นธรรมกับทอท.มากขึ้น พร้อมกันนี้จะรายงานความคืบหน้าการประมูลคุมคิวแท็กซี่ ที่สุวรรณภูมิและเดินหน้าพัฒนาสุวรรณภูมิ6.2 หมื่นลบ.หลังครม.เห็นชอบการลงทุน นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการทอท.ที่มีนายปิยพันธ์ จัมปาสุต เป็นประธานในวันนี้ (31 ส.ค.) จะรายงานกรณีสัญญาว่าจ้างบริษัทเอเชีย ซิเคียวริตี้ เมเนจเม้นท์ จำกัด (ASM) ในกลุ่มล็อกซเล่ย์-ไอ ซี ที เอส คอนซอร์เตียม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการงานรักษาความปลอดภัย ณ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้บอร์ดพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากก่อนหน้านี้ บอร์ดทอท.ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตรอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร บก เป็นประธานมีมติ ให้ทอท.พิจารณาปรับลดอายุในสัญญาล็อกซเล่ย์จาก10 ปี เหลือ 5 ปี ซึ่งจะครบ 5 ปี วันที่ 26 ก.ย.54 ทั้งนี้ ทอท.จะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องรายงานต่อบอร์ดเพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งมติบอร์ดชุดพลเอกสพรั่ง, ผลสรุปของคณะทำงานที่มีนายอุทิศ ธรรมวาทิน เป็นประธานและผลการทำงานของ ล็อกซเล่ย์ ช่วงที่ผ่านมา ว่ามีการร้องเรียนลดลงหรือไม่ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการอย่างไร รวมถึงปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าจ้างใหม่เพื่อให้เป็นธรรมกับทอท.มากขึ้น โดยขณะนี้สัญญาจ้างล็อกซเล่ย์ยังมีอายุ 10 ปีไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด “สัญญาจ้างล็อกซเล่ย์ยัง 10 ปีเท่าเดิมไม่เปลี่ยน โดยบอร์ดชุดพลเอกสพรั่งมีมติให้ไปพิจารณาดูว่าจะปรับลดได้อย่างไร แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็มีการเปลี่ยนบอร์ดไปก่อน ส่วนเรื่องการเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าจ้างใหม่เพราะการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาเดิมไม่สะท้อนความเป็นจริง และเพื่อให้สอดคล้องกับค่าของเงินที่เปลี่ยนไปในอนาคตเนื่องจากสัญญามีอายุนานถึง 10 ปี เพราะค่าเงินในปัจจุบันกับในอนาคตแม้เป็นจำนวนเดียวกันแต่จะมีค่าไม่”นายเสรีรัตน์กล่าว สำหรับสัญญาจ้างล็อกซเล่ย์ อายุ10 ปี (26 ก.ย. 49 -26 ก.ย.59) วงเงินค่าจ้าง 5,419.55 ล้านบาท กำหนดการจ่ายค่าจ้างเป็นงวดรายเดือน รวม 120 งวด โดยงวดที่ 1-119 งวดละ 45,162,916.31 บาท ส่วนงวดที่ 120 จ่ายในอัตรา 45,162,959.11 บาท โดยบอร์ดชุดที่มี พล.อ.สพรั่งเป็นประธานมีมติให้ปรับลดอายุสัญญาล็อกซเล่ย์จาก10 ปี เหลือ 5 ปี เนื่องจากพบว่า ตั้งแต่เปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเดือน ก.ย.49 ล็อกซเล่ย์มีความบกพร่องในการทำงาน นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตุว่าค่าจ้างในสัญญากว่า 5,000 ล้านบาทนั้นสูงเกินไป โดยล็อกซเล่ย์-ไอซีทีเอส ยุโรป โฮลดิ้ง บี.วี ได้ร่วมทุนในสัดส่วน 70-30 ตั้ง ASM เพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยตามสัญญาสัมปทานใน 2 ส่วนคือ 1.การบริการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน คือพนักงานวินิจฉัยภาพ พนักงานตรวจค้น ผู้โดยสารและสัมภาระ พนักงานตรวจตราช่องทางเข้าออก ในท่าอากาศยานและลานบิน และ 2.บุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัย เช่นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานศูนย์ควบคุม 24 ชั่วโมง พนักงานอำนวยความสะดวกด้านจราจร พนักงานเก็บกู้วัตถุระเบิด และสุนัขตรวจค้น (K9) นอกจากนี้ พนักงานทุกคนมีความรู้ความสามารถและความชำนาญด้านการวินิจฉัยภาพ (X-Ray) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ****พร้อมรับนโยบายคมนาคมบริหารคิวแท็กซี่ นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท.กล่าวว่า จะรายงานบอร์ดถึงความคืบหน้าการประมูลหาผู้ดำเนินการบริหารจัดการระบบรถรับจ้างสาธารณะ(แท็กซี่) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งทอท.ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงคมนาคมแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 2553 แล้วและขณะนี้ยังชะลอการเปิดข้อเสนอด้านเทคนิคซึ่งมีผู้ยื่นประมูลมาทั้งสิ้น 7 ราย เพื่อรอนโยบายจากทางกระทรวงคมนาคม โดยการที่กระทรวงคมนาคมมีความเห็นว่า ทอท.ควรดำเนินการเองโดยเรียกเก็บค่าบริหารจัดการจากแท็กซี่นั้นแม้ตามระเบียบจะไม่มีข้อห้ามแต่เนื่องจากทอท.เป็นรัฐวิสาหกิจ การเรียกเก็บเงินในลักษณะเพื่อจัดการผลประโยชน์เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม จึงให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการและเก็บเงินจากสมาชิกเพื่อจัดระบบสวัสดิการ ร้านอาหาร ที่พัก เป็นต้น ส่วนการเปิดให้บริการแอร์พอร์ตลิ้งค์นั้น จากการประเมินและสอบถามผู้ประกอบการแท็กซี่ที่สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยเห็นว่า หากต้องประเมินจริงๆ ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นว่าผู้โดยสารแท็กซี่ที่สุวรรณภูมิลดลงหรือไม่ ***รายงานบอร์ดเดินหน้าเฟส 2 หลังครม.ไฟเขียว นายเสรีรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ จะรายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559) วงเงินลงทุน 62,503.214 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2553 โดยจะเร่งว่าจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ (PMC) วงเงิน 763 ล้านบาท (2554 – 2559) เพื่อดำเนินการคัดเลือกที่ปรึกษาออกแบบ โดยคาดว่าจะได้ PMC ประมาณปลายปี 2553 หรืออย่างช้าเดือน ม.ค. 2554 *** สว.ชี้ตัดรันเวย์3 โครงการไม่สมบูรณ์ นางสาวสุมล สุตะวิริยวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ได้หารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยมีนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานกรณี โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ไม่สบายที่ครม.เห็นชอบให้สร้างโครงการดังกล่าว โดยมีการสร้างอุโมงค์เชื่อมอาคารเทียบเครื่องบิน หลุมจอดเครื่องบินเพิ่มเติม แต่ตัดงานก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 ออกไปเพื่อเลี่ยงการทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเห็นว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องการใช้งบ 6.2 หมื่นล้านบาทมากโดยไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์ของโครงการ
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ได้กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ 54 ไว้ที่ 93% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายโดยรวม 2.07 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยที่กำหนดให้เบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ 94% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เน้นปริมาณ ส่วนงบลงทุนได้กำหนดเป้าหมายเบิกจ่ายไว้ที่ 72%
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังเห็นสมควรให้มีการบันทึกการเบิกจ่ายงบประมาณในระบบในส่วนของแผนการใช้จ่ายเงินให้ชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณด้วย รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการกันงบประมาณเหลื่อมปีด้วยว่า หากส่วนราชการหรือหน่วยงานใดไม่มีหนี้ค้างชำระ จะไม่อนุญาตให้กันงบเหลื่อมปีไว้ 1 ปี แต่ถ้าเป็นงบท้องถิ่นและมีนโยบายชัดเจนจะได้รับการยกเว้น รวมถึงการกันงบเหลื่อมปีเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน
สำหรับงบประมาณตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะยึดแนวทางตามเดิมที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ 53 โดยพิจารณาจากเนื้องานเป็นหลัก โดยเฉพาะการทำสัญญา หากมีการทำสัญญาตามที่กำหนด แต่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้ ก็ให้ถือว่าเป็นการเบิกจ่ายที่มีคุณภาพ ไม่มีปัญหา โดยทั้งหมดจะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 53 ในช่วง 10 เดือน (ต.ค. 52-31 ก.ค.53) พบว่าส่วนราชการและหน่วยงานอื่นสามารถเบิกจ่ายได้แล้วรวมกว่า 1.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 78.95% สูงกว่าเป้าหมาย 2.45%
Read More
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.20-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แนะจับตาตัวเลขเศรษฐกิจของไทย...
เมื่อวันท่ี 28 ส.ค. บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานการเคลื่อนไหวเงินบาทในประเทศ (Onshore) สัปดาห์นี้ (23-27 ส.ค) ว่า เงินบาทแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 29 เดือน โดยยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ของผู้ส่งออก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรของไทยอย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าแรงซื้อในตลาดหุ้นจะเริ่มชะลอลงบ้างแล้วก็ตาม) นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการคาดการณ์ถึงความต่อเนื่องของการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับปกติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในระยะข้างหน้า หลังจากที่ กนง.มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ 1.75% ในการประชุมช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.)
ทั้งนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยมีความแตกต่างไปจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอเกินคาดในระหว่างสัปดาห์ได้ตอกย้ำว่า วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะผ่านพ้น ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ไปแล้ว สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทแข็งค่ามาปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 31.28 ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างต่อเนื่องจากนักลงทุน เทียบกับระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ส.ค.)
ส่วนสัปดาห์หน้า(30 ส.ค.-3 ก.ย.)เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.20-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. โดย ธปท.และอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค.โดยกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ คงต้องจับตาสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท.ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ อาทิ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือน ส.ค.ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคลเดือน ก.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนมิ.ย.โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2553 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีการออกมาตรการสกัดการแข็งค่าของ เงินเยนของทางการญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
Read More
นายวัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า ผลการเดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะนอกจากได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานของญี่ปุ่นแล้ว ภาคเอกชนของไทยยังสามารถเปิดตลาดได้เป็นผลสำเร็จ แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าในการประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตในกลุ่มประเทศเอเชีย โดยเตรียมเข้าไปร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนหรือพีพีพีในประเทศเอเชียถึง 9 ประเทศ โดยจัดสรรเงินงบประมาณไว้มากถึง 50 ล้านเยน แต่กลับพบว่าไม่มีประเทศไทยอยู่ในแผนนี้ มีแต่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น
"จากการหารือร่วมกับนายนาชาโตชิ อาราอิ รมต.ประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลยุทธศาสตร์แห่งชาติ ได้รับทราบว่า สาเหตุที่ไทยไม่อยู่ในแผนครั้งนี้เพราะญี่ปุ่นเห็นว่าที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันอยู่แล้วและมีบริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก จึงมองว่าไทยอาจไม่ต้องการการลงทุนในรูปแบบของพีพีพีอีก ซึ่งได้ชี้แจงให้ทราบว่า ขณะนี้ไทยกำลังเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของไทยจำนวนมาก และจีนได้เดินทางเข้ามาดูลู่ทางแล้ว โดย เฉพาะการก่อสร้างระบบรางรถไฟ และอาจทำให้ญี่ปุ่นเสียโอกาสได้"
ขณะเดียวกัน ได้ยืนยันให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยว่า ทุกอย่างได้สงบลงแล้ว ขณะที่ปัญหามาบตาพุดก็ได้รับการแก้ไขและกำลังเดินหน้าต่อ ซึ่งนายอาราอิได้ยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนไทยเป็นพิเศษ โดยกลุ่มคาวาซากิเองยังสนใจที่จะเข้ามาลงทุนระบบบำบัดมลภาวะในไทยด้วย.
Read More
ก.ล.ต. สั่งโบรกเกอร์ คุมเข้มส่งคำสั่งซื้อขายบิ๊กล็อต-พุตธรู หลังตรวจพบมาร์เกตติ้งหลายแห่งมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ด้าน “นายกสมาคมโบรกเกอร์” ชี้ เกณฑ์ดูแลส่งคำสั่งซื้อขายมีอยู่แล้วแต่ไม่ได้โฟกัสบิ๊กล็อต แต่ระยะหลังนักลงทุนหันเล่นหุ้นเล็ก -ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านบิ๊กล็อตมากขึ้น ขณะที่ “นายกสมาคมนักวิเคราะห์” ชี้ วอลุ่มหุ้นเล็กเพิ่มสูงเป็น 40% แนะนักลงทุนระมัดระวังอย่าลงทุนตามกระแส เผย ช่วงเดือน8 เดือนหุ้น “ ชัยวัฒนา วอร์แรนท์1” ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 531% รองมาไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ 459.66% สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่งหนังสือเวียนไปถึงผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทุกแห่ง เรื่องการควบคุมดูแลรายการซื้อขายหลักทรัพย์ประเภท put through/big lot (การซื้อขายแบบแจ้งรายการเข้าสู่ระบบ / ซื้อขายกระดานรายใหญ่) เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้มีการตรวจพบว่าผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน (มาร์เกตติ้ง)ของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยผ่านช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายประเภท put through/big lot จนทำให้เกิดข้อส่งสัยในระบบการกำกับดูแลผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนและระบบควบคุมภายในของบริษัทหลักทรัพย์ที่ยังไม่รัดกุมเพียงพอ อันอาจทำให้ความเสียหายต่อลูกค้าและบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนจะไม่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอีก ก.ล.ต.จึงขอกำชับให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังและจัดให้มีระบบในการควบคุมดูแลรายการซื้อขายหลักทรัพย์ประเภท put through/big lot อย่างเข้มงวดโดยอย่างน้อยบริษัทหลักทรัพย์ต้องมีระบบในการตรวจสอบเพื่อป้องดันการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า รวมถึงเมื่อตรวจพบการกระทำผิดบริษัทต้องมีบทลงโทษอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามหากปรากฎข้อเท็จจริงในภายหลังว่าผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกิดขึ้น ก.ล.ต.จะพิจารณาในการเบื้องต้นว่า บริษัทหลักทรัพย์มีระบบการกำกับดูแลผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนและระบบควบคุมภายในที่ไม่มีประสิทธิภาพและก.ล.ต.จะดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะนายกสมาคมบล. กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยได้มีการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมากขึ้น และมีการทำการซื้อขายในกระดานบิ๊กล็อตมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเกณฑ์ในการส่งคำสั่งซื้อขายมีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่บิ๊กล็อต ก.ล.ต.จึงต้องการให้ทุกบล.มีการดูแลและควบคุมให้การส่งคำสั่งซื้อขายบิ๊กล็อตให้เป็นไปตามข้อกำหนดให้เข้มงวด หลังจากที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้มีการเข้าไปตรวจสอบการพบว่ามีการส่งคำสั่งซื้อขายแบบดังกล่าวไม่เหมาะสมฝ่าฝืนกฎหมาย สำหรับหากมีการพบกระทำส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมในเรื่องดังกล่าว ทางก.ล.ต.ก็จะมีการลงโทษทางบล.โดยการตักเตือน และที่บล.กลัวมากที่สุดในเรื่องการถูกคิดคะแนนความผิด ที่จะมีผลกระทบต่ำภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัท ส่วนผลลงโทษร้ายแรงสุดคือการเพิกถอนอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แต่ที่ผ่านมายังไม่มีบล.ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนการลงโทษมาร์เกตติ้งก็จะมีการภาคทัณฑ์ สั่งพักงาน และเพิกถอน **วอลุ่มหุ้นเล็กพุ่ง40% นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนส.ค.พบว่าเป็นการซื้อขายในหุ้นที่ไม่อยู่ใน SET 50 มีสัดส่วนถึง40% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้มีสัดส่วนเพียง 20% เป็นผลมาจากนักลงทุนให้ความสนใจหุ้นขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีความเป็นห่วงเนื่องจากพบว่าสัดส่วนผู้ลงทุนรายบุคคลได้เพิ่มขึ้นเช่นกันมาอยู่ที่ 60% เกรงว่าจะมีการเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและเล็กมากเกินไป ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศมีการปรับตัวลดลงเหลือเพียง 15% อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดหุ้นยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเก็งกำไรจนเกิดภาวะฟองสบู่ เนื่องจากอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิคาดการณ์(พีอี)อยู่ที่ระดับ 12 เท่า เท่านั้น โดยในช่วงนี้พบว่าหุ้นขนาดเล็กมีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก หลาย 100% ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากไปดูรายชื่อหุ้นที่มีการซื้อขายสูง 10 อันดับแรก นั้นจะเป็นหุ้นขนาดเล็ก จึงอยากให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก อย่าลงทุนไปตามกระแส โดยควรมองที่ปัจจัยพื้นฐาน สำหรับหุ้นที่มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 อันดับ ในช่วง2 เดือน (ก.ค.-26ต.ค.)คือ 1.CEN-W2 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น382.05% จาก 0.78 บาท เป็น 3.76 บาท 2.JAS ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 227.66% จาก 0.47 บาท เป็น 1.54 บาท 3.SPSU ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 214.85 % จาก 5.05 บาท เป็น15.90 บาท 4.BLISS-W1 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น200% % จาก 0.01 บาท เป็น 0.03 บาท 5.NWR ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 169.05%จาก 0.42 บาท เป็น 1.13 บาท 6.TPP ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น167.39 % จาก 4.60บาท เป็น 12.30 บาท 7.ESTAR-W1 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น154.55% จาก 0.11 บาท เป็น 0.28 บาท 8.N-PARK ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 150 %จาก 0.02 บาท เป็น 0.05 บาท 9.CEN ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 144.32% จาก 2.64 บาท เป็น 6.45บาท 10.TRUE ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 134.08% จาก 3.14 บาท เป็น 7.35 บาท ทั้งนี้หุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้ 10 อันดับแรก คือ 1.CWT-W1 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 531.03 % จาก 0.58 บาท เป็น3.66 บาท 2.TRUBB ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 459.66%จาก 1.46 บาท เป็น 8.15 บาท 3.N-PARK ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 400% จาก 0.01 บาท เป็น0.05 บาท 4.STA ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น357.96%จาก 4.52 บาท เป็น 20.70 บาท 5.CNT ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 265.20% จาก 2.04 บาท เป็น7.45 บาท 6.GLOBAL ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 250%จาก 2.60 บาท เป็น 9.10บาท 7.BJC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 248%จาก 5.00 บาท เป็น 17.40บาท 8.CWT ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 215.22% จาก 2.30 บาท เป็น 7.25 บาท 9.JASราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น214.29% จาก 0.49 บาท เป็น1.54 บาท 10.SPSU ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 205.77%จาก 5.20 บาท เป็น 15.90 บาท
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
“ชัยวุฒิ” เตรียมผลักดันยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศชงเข้าบอร์ดบีโอไอพิจารณา 13 ก.ย.นี้ เน้น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพและมีการออกไปลงทุนส่วนหนึ่งแล้ว พร้อมศึกษามาตรการส่งเสริมรองรับ ดึงคลังกำหนดแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ภาษีต่างๆ เอื้อ คาดสรุปมาตรการได้ภายใน 6 เดือนหรือก.พ.ปีหน้า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 13 ก.ย. บีโอไอจะนำเสนอยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศที่จะมีบีโอไอเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้ธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป 2.สิ่งทอและเสื้อผ้า 3.ชิ้นส่วนยานยนต์ 4.ท่องเที่ยวและบริการ และ5.ก่อสร้างและสถาปัตยกรรม “ช่วงแรกเราจะเน้นใน 5 สาขานี้ก่อน เพราะเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ ประกอบกับส่วนหนึ่งได้มีการไปลงทุนยังต่างประเทศบ้างแล้ว หลังจากนั้นจะค่อยๆ ส่งเสริมไปยังสาขาอื่น ซึ่งมีประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ตะวันออกกลาง จีน แอฟริกา อาเซียน เป็นต้นโดยหลักการบีโอไอจะมีภารกิจเป็นศูนย์กลางข้อมูลดูแลนโยบายการลงทุนต่างประเทศ” นายชัยวุฒิกล่าว ทั้งนี้ หลังจากบอร์ดบีโอไออนุมัติหลักการแล้ว จะมีการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารายละเอียดถึงมาตรการในการส่งเสริมการลงทุนที่จะต้องรวมถึงมาตรการจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่จะเสนอให้พิจารณาการส่งเสริมด้วยการพิจารณาแหล่งเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ มาตรการด้านภาษีต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะได้ข้อสรุปชัดเจนภายใน 6 เดือนหรือภายในก.พ.2554 นายชัยวุฒิกล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมดังกล่าว สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจไทยที่ส่วนหนึ่งได้เข้าไปลงทุนยังต่างประเทศและเห็นว่ามีความเสียเปรียบด้านการแข่งขัน เนื่องจากประเทศอื่นๆ ให้การส่งเสริม ขณะที่เอกชนไทยกลับไม่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเท่าที่ควร ซึ่งไทยอาจสูญเสียความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม จากสถิติของสหประชาชาติ (UNCTAD) ไทยมีมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะสมถึงปี 2552 น้อยมากโดยมีมูลค่าเพียง 16,303 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีความสมดุลมากกว่า เช่น สิงคโปร์มี FDI สะสมถึงปี 2552 ถึง 213,110ล้าน เหรียญสหรัฐ คิดเป็น 120.3% ของ GDP, ไต้หวัน 181,008 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 47.8% ของ GDP, มาเลเซีย 75,618 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 39.5% ของGDP “แนวโน้มการลงทุนไทยไปต่างประเทศช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดในปี 2552 การลงทุนไทยไปต่างประเทศมีมูลค่ามากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าเรามีศักยภาพเพิ่มขึ้น หากได้รับการส่งเสริมเชื่อว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในอนาคต”นายชัยวุฒิกล่าว
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
Read More
“กรณ์” ฟันธง กนง.เล็งขึ้นอาร์พีทั้งปีนี้ 2-3 ครั้ง พร้อมสะกิดต้องชั่งน้ำหนักให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ คาด ครึ่งปีหลังชะลอแน่ พร้อมส่งสัญญาณให้แบงก์เร่งขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เป็น 1.75% ว่า การปรับขึ้นดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและหลายๆ ฝ่ายได้คาด การณ์เอาไว้ เมื่อ ธปท.เริ่มส่งสัญญาณในการปรับดอกเบี้ยสู่ระดับปกติ สืบเนื่องจากเศรษฐกิจที่ปรับตัวสูง โดยเห็นว่าในปีนี้ กนง.น่าจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2-3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่สูงถึง 9.1% เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาในประเทศทำให้การบริโภค การท่องเที่ยว และธุรกรรมทางเศรษฐกิจปรับลดลง แต่ก็ยังโตได้สูง สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจริงๆ ยังมีอยู่มากพอสมควร ดังนั้น ต้องยอมรับการตัดสินใจเพื่อรักษาเสถียรภาพทางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวของ กนง.
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยย่อมมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบกับผลตอบแทนในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ นั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่วนต่างก็จะมากขึ้น ดังนั้นจะส่งผลในแง่ของแรงกดดันของค่าเงินบาท แต่ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงคืออัตราดอกเบี้ยแทบทุกสกุลเงินของประ เทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง นอกเหนือจากสหรัฐฯ ก็มีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันสกุลเงินบาทโดยฉพาะ อีกทั้ง ที่ผ่านมาการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคประเท ศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียก็ไม่ได้ต่างกัน ดังนั้น เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อขีดความสามารถทางด้านราคาของประเทศมากนัก
ขณะที่ใน เรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ก็รอที่จะหารือร่วมกับผู้ว่า ธปท.คนใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปแล้ว ก็อยากที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องปรับขึ้นตามไปด้วย เนื่องจาก สภาพคล่องในระบบก็ยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น ความจำเป็นที่จะเร่งรีบปรับดอกเบี้ยเงินกู้คงไม่มากเท่า จึงอยากจะฝากให้ทาง ธปท.ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย
“เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือว่า ยังอยู่ในระดับที่ต่ำถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นไปแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่ง กนง.ก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ดังนั้น ความจำเป็นที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ต้องมีการเปรียบเทียบกัน โดยสิ่งที่ท้าทายของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบไปด้วย ภาคส่งออก เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยไม่เร็วอย่างที่อยากจะ เห็น โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป และสหรัฐฯ รวมไปถึงญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น จึงต้องวัดกันว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนั้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร” รมว.คลัง กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ได้มีการปรับลดลงมาแล้ว จากการที่เศรษฐ กิจสามารถฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง ด้วยการปรับลดการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 400,000 ล้านบาทขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าที่จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณ จนเข้าสู่งบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็ถือว่าทั้งกระ ทรวงการคลังและ ธปท.ดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สอดคล้องกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ มองว่า เศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคตจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนมีบทบาทสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนในแง่ของการขยายตัว หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือเป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจที่ช่วยเหลือให้มีขีด ความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น
Read More
|
|
|