FPRI Poll
ท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศใดมากที่สุด

จากกระเเสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุน ที่ประเทศไทยเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้อง
เข้าสู่การเจรจาในกรอบต่างๆ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แล้วท่านต้องการให้ไทยเจรจา FTA กับ
กลุ่มประเทศใดมากที่สุด







 
















Username
Password
Search the site :
News (799 news)
space
ธปท.อนุญาตแบงก์ปิดสาขา-เอทีเอ็มหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง
9/3/2553 9:38:13

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันที่ 14 มีนาคมนี้ อาจจะมีเหตุการณ์ทุบตู้เอทีเอ็ม หรือเกิดความไม่ปลอดภัยในสาขาธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่า ตามแผนการดูแลความปลอดภัยของธนาคารพาณิชย์ในกรณีฉุกเฉินที่ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์นั้น หากเกิดกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้น ธปท.อนุญาตให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์สามารถตัดสินใจสั่งปิดการให้บริหารตู้เอทีเอ็มหรือสาขาที่มีจุดเสี่ยงได้ทันที โดยไม่ต้องรายงานให้ ธปท.ทราบก่อนการดำเนินการ

“ปกติการเปิดและปิดการดำเนินการของสาขาธนาคารพาณิชย์ หรือตู้เอทีเอ็ม ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานให้ ธปท.ทราบก่อน แต่ในกรณีฉุกเฉินธนาคารพาณิชย์สามารถรายงานตามภายหลังการปิดสาขาธนาคารและตู้เอทีเอ็มได้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตพนักงานและทรัพย์สินของธนาคารพาณิชย์ด้วย” นายเกริก กล่าว

นายเกริกกล่าวต่อว่า เชื่อว่าการดูแลด้านความปลอดภัยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเป็นสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ความเข้าใจดี และมีการเตรียมแผนรับมือไว้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายเกริก กล่าวว่า ธปท.ได้อนุมัติต่ออายุการให้บริการของศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของธปท.ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2553 จากกำหนดเดินที่จะต้องสิ้นสุดโครงการเมษายนนี้ เนื่องจากที่ผ่านมายังมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนกับศูนย์ฯ จำนวนมาก รวมทั้งเห็นว่าช่องทางดังกล่าวมีประโยชน์สำหรับการสร้างความเข้าใจในการให้ขอสินเชื่อ และบริการของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับ ธปท.รับทราบได้

“ที่ผ่านมาพบว่ายังมีประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์ฯเข้ามาเยอะ ดังนั้น เห็นว่าศูนย์ยังมีบทบาทสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอยู่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสินเชื่อเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินทั้งหมดได้” นายเกริก กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อร้องเรียนการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ สามารถร้องเรียนหรือปรึกษากับศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของ ธปท.ได้ที่เบอร์ 02-283-5900 อัตโนมัติ 12 คู่สาย. - สำนักข่าวไทย

Read More

แฉนายทุนชักใยม็อบชาวนา “เจ๊วา” วีนแตก ชง กขช.แก้ข้าวตกต่ำ
9/3/2553 9:30:12

       “เจ๊วา”วีนแตก แฉนายทุนชักใยชาวนา ขนม็อบป่วนกรุง หลังตัวเองกว้านซื้อล่วงหน้า แต่ขายไม่ออก แถมกดดันให้รัฐเปิดรับจำนำ หวังระบายข้าว เตรียมเสนอกขช.วันนี้ แก้ปัญหาข้าวตกต่ำ เสนอให้พาณิชย์จัดการเบ็ดเสร็จตั้งโต๊ะซื้อ
       
       นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของม็อบชาวนาว่า ได้รับรายงานว่ามีนายทุนที่เสียประโยชน์จากราคาข้าวตกต่ำ สนับสนุนให้ชาวนาบางกลุ่มเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวแทนโครงการประกันรายได้ เพื่อนำข้าวไปขายทำกำไร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการกว้านซื้อข้าวเปลือกเก็บไว้เพื่อรอขายเก็งกำไรกันมากแต่พอข้าวราคาตกก็ขายยาก และขายไม่ได้ราคา ทำให้มีการสนับสนุนชาวนาออกมาเคลื่อนไหวแทน
       
       “ตอนนี้การเคลื่อนไหวของชาวนามาจากหลายสาเหตุ ทั้งที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ เพราะขายไม่ได้ราคา หลังจากโดนนายทุนกดราคาซื้อ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ถูกนายทุนสนับสนุนให้ออกมาเคลื่อนไหว จึงขอฝากถึงชาวนาว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำอยู่ โดยได้ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกตามราคาอ้างอิงแล้วถึง 30 จุด ตามจังหวัดที่ประสบปัญหาข้าวตกต่ำ และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ กระทรวงพาณิชย์สามารถออกใบรับรองแก่ชาวนาเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบรับรองด้วย”นางพรทิวากล่าว
       
       ส่วนข้อเสนอที่สมาคมชาวนาไทยเรียกร้องให้รัฐบาลปรับระบบแทรกแซงราคาข้าวให้เกษตรกรใหม่ โดยเสนอให้รัฐบาลกลับมาใช้โครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2553 ชนิดข้าวเปลือกเจ้า 5% ความชื้น 15% ราคาตันละ 12,000 บาท พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณเข้าโครงการจากครอบครัวละ 25 ตัน เป็น 40 ตัน จะมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขด้วย
       
       ทั้งนี้ กขช. วันที่ 9 มี.ค. ที่ประชุมจะหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวราคาตกต่ำ โดยจะนำทุกข้อเสนอทั้งจากชาวนาและโรงสีให้ที่ประชุมพิจารณา ส่วนข้อเสนอจากกระทรวงพาณิชย์จะขอให้การเปิดจุดรับซื้อข้าวสามารถให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการโดยเบ็ดเสร็จเพื่อความรวบเร็วในการทำงาน เพราะการเปิดจุดรับซื้อบางส่วนที่เป็นขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)
       ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน ทำให้การเปิดจุดรับซื้อล่าช้า
       
       นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาข้าวราคาตกต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากประเทศเวียดนามลดค่าเงินด่อง ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง โดยข้าวเวียดนามตอนนี้เหลือ 385 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดจากเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่สูงกว่า 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ข้าวเวียดนามถูกว่าไทยตันละประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ หรือถูกกว่า 3,000 บาทต่อตัน ทำให้ข้าวไทยปรับราคาขึ้นไม่ได้
       
       นอกจากนี้ ข้าวไทยยังประสบปัญหาคุณภาพต่ำ โดยได้รับผลกระทบจากเพลี้ยกระโดด ทำให้ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าว จึงมีความชื้นสูงและถูกหักราคามาก ขณะเดียวกันยังมีนายทุนลักลอบนำข้าวจากเวียดนามและกัมพูชา ที่คุณภาพต่ำกว่าไทย มาผสมอัตรา 1 ต่อ 3 และ 1 ต่อ 4 จนทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพแย่ลง ขายไม่ได้ราคา

Read More

น้ำมันบวกต่อเนื่องขยับจ่อ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
9/3/2553 9:31:37

         ราคาน้ำมันยังปิดบวกในวันจันทร์(8) ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ตามหลังข้อมูลภาคแรงงานอันสดใสของสหรัฐฯ
       
        สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ ปิดที่ 81.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 58 เซนต์ ปิดที่ 80.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Read More

สพท.เร่งปราบทัวร์นอกรีต ห่วงธุรกิจท่องเที่ยวป่นปี้-ยอดร้องเรียนอื้อ
8/3/2553 9:34:22

         สพท. เร่งแก้ไขปัญหาบริษัททัวร์ทำผิด หลอกลวงผู้บริโภค พร้อมปราบทัวร์เถื่อนให้หมด เตือนพวกนอกรีตถ้าพบว่าทำผิดจับได้โทษหนักแน่นอน เผยมีเรื่องร้องเรียนคั่งค้าง 57 เรื่อง
       
       นายธนธรณ์ ทองหอม ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ได้ทำการรวบรวมเรื่องร้องเรียนทั้งหมดจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ที่ร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงานฯ ตั้งแต่ที่ได้รับโอนภารกิจจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาต่อไป
       
       ทั้งนี้จากข้อมูลสรุปพบว่า นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2551- 31 มกราคม 2553 มีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวน 57 เรื่อง ซึ่งสามารถแยกเป็น 3 ความผิด ดังนี้ คือ 1.ความผิดกรณีไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยว หรือตามที่ได้โฆษณาชี้ชวนไว้ จำนวน 43 เรื่อง 2. ความผิดกรณีก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว หรือนักท่องเที่ยว จำนวน 11 เรื่อง และ 3. ความผิดที่เกิดก่อน พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ จำนวน 3 เรื่อง
       
       นายธนธรณ์ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่เกิดปัญหาเรื่องบริษัททัวร์นำเที่ยวต่างๆที่ไปร่วมออกงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวต่างๆที่ผ่านมา แล้วไปหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการขายแพ็คเกจท่องเที่ยวต่างๆนั้นแต่บางครั้งบริษัทไม่ได้มีจริง หรือบางครั้งไม่เป็นไปตามโปรแกรมทัวร์ เป็นต้น ทำให้ สำนักงานฯต้องทำความเข้มงวดและตรวจสอบกับผู้ประกอบการนำเที่ยวมากขึ้น เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกหรือเกิดให้น้อยที่สุด
       
       “อันที่จริงแล้ว เมื่อบริษัททัวร์นำเที่ยวจะจัดทำแพคเกจทัวร์ ต้องสร้างความชัดเจน โดยทำการระบุถึง ชื่อผู้ประกอบการ ชื่อบริษัท สถานที่ตั้งบริษัท ใบอณุญาติประกอบการ และระยะเวลาการท่องเที่ยวของแพคเกจนั้นให้ชัดเจน รวมไปถึงการออกโฆษณาตามอินเทอร์เน็ตด้วย เพราะที่ผ่านมา ทางสำนักงานฯได้รับการร้องเรียนการโฆษณาทัวร์ผ่านทางเว๊บไซต์มากเหมือนกัน ว่า ผู้ประกอบการไม่ปฎิบิติตามกฎเกณฑ์เพราะไม่มีการแจ้งรายละเอียด ของผู้ประกอบการที่ชัดเจน
       
       โดยทางสำนักงานฯจะทำการออกตรวจความถูกต้องของผู้ประกอบการตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากรายใดไม่ปฎิบัติตมหลักเกณฑ์ทั้งหมด ก็จะต้องถูกดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย”
       
       นายธนธรณ์ กล่าวต่อด้วยว่า หากผู้บริโภคไม่แน่ใจว่าบริษัททัวร์ที่ตัวเองสนใจหรือรายอื่นก็แล้วแต่ว่าจะมีใบอนุญาติประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้น ให้ตรวจสอบไปได้ที่ www.tourismcentre.go.th หรือสามารถสอบถามไปที่เบอร์โทร 02-219-4029
       
       ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวน 9,622 ราย ซึ่งแบ่งเป็นประเภทดังนี้ 1.เป็นบริษัททัวร์ที่ทำทัวร์นำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่าประเทศ จำนวน 1,241 ราย 2.เป็นบริษัททัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ จำนวน 3,059 ราย และ 3. เป็นบริษัททัวร์ที่ทำธุรกิจนำนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางภายในประเทศไทย จำนวน 1,206 ราย
       
       นายธนธรณ์กล่าว่า จากนี้ไป สำนักทะเบียนฯ ได้เข้มงวดกับการตรวจสอบผู้ประกอบการนำเที่ยวมากขึ้น หลังจากเกิดปัญหาบริษัทนำเที่ยวที่ไปขายแพ็กเกจทัวร์ให้ผู้บริโภคในงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวหลายงาน แล้วโกงเงินผู้บริโภคไป
       
       ทั้งนี้จากการที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสถานประกอบการธุรกิจนำเที่ยวเดือน มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพฯ 4 เขต คือ เขตพระนคร เขตบางรัก เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน รวม 110 ราย พบว่า ผู้ประกอบการทำผิดเรื่องการไม่นำใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ในที่เปิดเผยมองเห็นได้ง่าย 4 ราย, มีสถานประกอบการไม่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้ 4 ราย, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวขาดการต่ออายุ และยังไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 3 ราย ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนและแจ้งผู้ประกอบการให้ดำเนินการให้ถูกต้อง จากนั้นจะกลับไปตรวจสอบอีกครั้ง

Read More

บีโอไอจัดซับคอนไทยแลนด์ 2010 ตั้งเป้าซื้อขายกว่า 4,000 ล้าน
8/3/2553 9:57:33

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ ผู้อำนวยการระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยถึงการจัดงานซับคอนไทยแลนด์ 2010 (SUBCON Thailand 2010) ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2553 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ว่า การจัดงานซับคอนไทยแลนด์ เป็นงานเดียวในประเทศที่จัดแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) และการรับช่วงผลิต (Subcontracting) ของประเทศไทยรับช่วงการผลิตในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าในครั้งนี้จะมีการจับคู่เจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 คู่ และคาดว่าจะเกิดมูลค่าการซื้อขายชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยกว่า 4,000 ล้านบาท โดยบีโอไอได้จัดงานซับคอนไทยแลนด์มาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน มีผู้ผลิตชิ้นส่วนมาร่วมออกงานกว่า 600 ราย และมีผู้ซื้อกว่า 450 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 4,600 คู่ และเกิดการซื้อขายชิ้นส่วนเป็นมูลค่ากว่า 6,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ บีโอไอได้ตั้งเป้าหมายจำนวนผู้ประกอบการที่จะมาออกงานในปีนี้จำนวน 250 ราย โดยมุ่งเน้นผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมกลุ่มเครื่องจักรกล ยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ภายในงานยังจะมีกิจกรรมเชื่อมโยงความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนาให้กับบริษัทผู้รับช่วงการผลิตที่เข้าร่วมงาน ได้ร่วมมือกับสถาบันการคึกษาและหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ให้มีความสามารถในการผลิตแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่ช่วยให้เอสเอ็มอีไทยอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคสมัยการค้าไร้พรมแดนและแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน และยิ่งสูงขึ้นในอนาคต

ผู้ช่วยเลขาธิการบีโอไอ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีบริษัทชั้นนำหลายรายที่ต้องการหาผู้ผลิตชิ้นส่วนได้ตอบรับเข้าร่วมงานซับคอนไทยแลนด์ 2010 แล้ว โดยกระจายอยู่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู เดมเลอร์ไคร์สเลอร์ เมอร์เซเดสเบนซ์ โรเบิร์ท บอช ซัมมิท ออร์โต้ ซีท เอ็นอาร์บีแบริ่ง และ โกบอล ฟลีท เป็นต้น .-สำนักข่าวไทย

Read More

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 21 เดือนใกล้ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
8/3/2553 10:00:53

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวใกล้ระดับ 1.25% ท่ามกลางสภาพคล่องในตลาดเงินที่ยังมีอยู่มาก โดยมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านสิ้นเดือนและวันหยุดยาว โดยอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) ยังคงหนาแน่นทั้งสัปดาห์ที่ 1.15% ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ปรับตัวใกล้ระดับ 1.25% อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เงินบาทในประเทศ (Onshore) แข็งค่าสุดในรอบ 21 เดือนใกล้ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นทะลุแนวต้านสำคัญที่ 33.00, 32.80 และ 32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินบาทได้รับแรงหนุนสำคัญตลอดสัปดาห์จากแรงซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ (10.5 พันล้านบาทในช่วง 4 วันทำการของสัปดาห์นี้) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังจากผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ การขยับแข็งค่าของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยหนุนค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน กระนั้นก็ดี แรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐที่ตลาดคาดว่าเป็นการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทของ ธปท. ตลอดจนความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐ จากฝั่งผู้นำเข้า ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทไว้บางส่วน สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 32.60 เทียบกับระดับ 33.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าตั้งแต่วันที่ 8-12 มีนาคม 2553 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินคงจะขึ้นอยู่กับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 10 มีนาคม 2553 น่าจะทำให้ค่าเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ สัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยจากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค.-สำนักข่าวไทย

Read More

เทมาเสกถอดใจรอแค่คนซื้อ ผวาหุ้นชินเน่าคามือ-ธุรกิจไร้อนาคต
5/3/2553 9:18:58

       “เทมาเสก” กังวลผลกระทบคดียึดทรัพย์ หลังหุ้นกลุ่มชินคอร์ปร่วงกราวรูด! ผู้บริหารชี้หากมีคนซื้อเทมาเสกคงขาย เนื่องจากกระบวนการของรัฐต่อจากนี้ คงใช้เวลานานและยืดเยื้อ ส่งผลต่อการทำธุรกิจ 'สมประสงค์' ยันบริษัทในเครือปฏิบัติตามสัญญาและกฏหมายครบถ้วน ไม่เคยบังคับใครให้แก้สัญญาให้ ล่าสุดแค่ 3 วัน หุ้นทั้งกลุ่มยังอ่วม ADVANC ราคาหดเกือบ 7 บาท
       
       นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SHIN) กล่าวว่าเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทางเทมาเสกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป ได้สอบถามถึงคดียึดทรัพย์และผลกระทบกับกิจการของกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งผู้บริหารได้ตอบกลับผู้ถือหุ้นไปว่าคดียึดทรัพย์ไม่ได้เกี่ยวกับชินคอร์ปหรือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC) หรือ เอไอเอส แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรงเพียง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปปรับตัวลดลงด้วย นอกจากนี้ภาครัฐยังตั้งกรรมการขึ้นมาหลายชุด เพื่อขยายผลจากคำพิพากษาซึ่งบริษัทจะได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป โดยบริษัทยืนยันถึงการดำเนินการต่างๆอยู่บนความถูกต้องของกฏหมาย
       
       “ชินคอร์ปและบริษัทในเครือไม่ว่าจะเป็นเอไอเอสหรือไทยคม(THCOM) พร้อมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะกรรมการที่ภาครัฐแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนความผิดทางแพ่ง และยืนยันว่าชินคอร์ปและบริษัทในเครือเป็นองค์กรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา และตามกฏหมายครบถ้วน”
       
       นายสมประสงค์ย้ำว่าภาครัฐควรมองความจริงรอบด้านและในทุกมิติ โดยเฉพาะกรณีแก้สัญญาเรื่องส่วนแบ่งรายได้ระบบพรีเพดของเอไอเอสจากอัตราก้าวหน้า 25-30% เป็น 20% รัฐไม่ควรมองแค่ส่วนแบ่งลดลงไปเท่าไหร่ และคำนวณย้อนเวลากลับไปคูณกับฐานลูกค้า เพราะจะทำให้ได้ตัวเลขที่ไม่ได้ยืนบนความจริง เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
       
       โดยการแก้สัญญาดังกล่าวภาครัฐควรมองว่าจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงบริษัท ทีโอที ก็ได้ส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 17 ล้านราย หมายถึงเอไอเอสต้องลงทุนขยายเครือข่ายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งต้องถูกโอนเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของทีโอทีตามสัญญา BTO นอกจากนี้เอไอเอสก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขคือการลดค่าบริการให้ประชาชนซึ่งมากกว่าที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข
       “เราปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเราไม่ได้บังคับใคร เพื่อให้เราได้ทำแบบนั้นหรือแบบนี้ผมเห็นว่าทีโอทีก็ได้รับประโยชน์จำนวนมาก และทีโอทีก็เป็นองค์กรธุรกิจที่ต้องมองโอกาสและผลประโยชน์ที่จะเข้ามาในอนาคต”
       
       เขากล่าวว่าในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมาชินคอร์ปและบริษัทในเครือพยายามดึงตัวเองออกจากประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งได้รับความร่วมมือที่ดีจากผู้บริหารและพนักงาน ที่เดินตามแนวทางของมืออาชีพ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกลับชักนำการเมืองเข้ามาโยงใยกับบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบริษัทก็คงไม่ดำเนินการอะไร เพราะพนักงานและผู้บริหารคงเข้าใจและมีประสบการณ์พอสมควร
       
       อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงท่าทีของเทมาเสกที่อาจตัดสินใจถอนการลงทุนจากกลุ่มชินคอร์ป เนื่องจากเชื่อว่ากระบวนการของรัฐต่อไปจากนี้คงใช้เวลานานและยืดเยื้อซึ่งอาจส่งผลต่อการทำธุรกิจ นายสมประสงค์กล่าวว่า เมื่อดูจากเหตุการณ์ตอนนี้ถ้ามีคนเสนอซื้อ เทมาเสกก็คงจะขายออกเพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยแสดงว่าหวง เพื่อต้องการที่จะถือหุ้นตลอดไป ซึ่งหากเทมาเสกจะขายหุ้นออกไป ก็เป็นสิทธิ์ของเทมาเสก คงไม่ต้องมาปรึกษาทีมบริหาร
       
       ***ADVANC-THCOMยังร่วงต่อ
       ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยวานนี้(4มี.ค.) ปิดที่ระดับ 730.82 จุด ลดลง 4.22 จุด หรือ 0.57% มูลค่าการซื้อขาย 22,460.92 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงจากแรงเทขายทำกำไร เหมือนกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคส่วนใหญ่ที่อยู่ในแดนลบ ก่อนการประกาศตัวเลขการว่างงาน-จ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ โดยดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 736.34 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 730.04 จุด
       
       โดย ความเคลื่อนไหวในหุ้นกลุ่มชินคอร์ป พบว่า วานนี้ ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ยกเว้นเพียงหุ้นแม่อย่าง บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เพียงรายเดียวที่บวกสวนทางหุ้นอื่นในเครือเพียง 0.50 บาท ปิดที่ 27.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.85% มูลค่าการซื้อขาย 24.04 ล้านบาท ส่วน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ปรับลดลงสูงสุดเช่นเดิม โดยปิดที่ 81.25 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 1.22% มูลค่าการซื้อขาย 1,154.89 ล้านบาท ถัดมา บมจ. ไทยคม (THCOM) ปิดที่ 4.50 บาทลดลง 0.24บาท หรือ5.06% มูลค่าซื้อขาย 734.38 ล้านบาท , บมจ. ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ปิดที่3.18 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ 1.24% มูลค่าซื้อขาย 14.30 ล้านบาท ส่วนหุ้น บมจ.เอสซีแอสเสท (SC) ปิดที่ 11.10 บาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 7.06 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ เมื่อรวมกับข้อมูลย้อนหลัง ตั้งแต่วันแรกของสัปดาห์นี้รวม3วัน (2 - 4มี.ค.)พบว่า หุ้น ADVANC ลดลง 6.75 บาท หรือ 7.67% จากราคา 88.00 บาท ขณะที่ THCOM ลดลง 1.55 บาท หรือ 25.61% จากราคา 6.05 บาท ส่วน SHIN ลดลง 1.50 บาท หรือ 5.17% จากราคา 29.00 บาท ด้าน CSL ลดลง 3.04% จากราคา3.28 บาท และSCลดลง 0.40 บาท หรือ 3.47% จากราคา 11.50 บาท
       
       นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวลง เนื่องจากรับแรง take profit เหมือนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ก็อยู่ในแดนลบ เพราะเจอแรงขายทำกำไรออกมาเช่นกัน ก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขการว่างงาน และการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งตลาดฯได้คาดการณ์ไว้ว่าตัวเลขการว่างงานน่าจะสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว จากแรงดันของนักลงทุนต่างชาติ และช่วงนี้ก็มีหุ้นที่ขึ้น XD มาก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม PTT รวมทั้งในแง่ของปัจจัยการเมือง ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 14 มี.ค.เท่าไร นักลงทุนก็หวั่นใจมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรออกมาก่อน
       
       สำหรับ แนวโน้มการลงทุนในวันนี้(5 มี.ค.) เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยคงจะแกว่งคล้ายกับวานนี้ ซึ่งหากไม่มีอะไรเข้ามา ตลาดฯก็น่าจะแกว่งไซต์เวย์ และอาจมีแรงขายทำกำไรบ้าง พร้อมให้กรอบการแกว่งไว้ที่ 726-736 จุด

Read More

น้ำมันปรับลดหลังดอลลาร์แข็ง-หุ้นมะกันบวกตามข้อมูลภาคแรงงาน
5/3/2553 9:16:25

       ซีเอ็นเอ็น/เอเจนซี - ราคาน้ำมันเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ปรับลดเล็กน้อยจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและยอดขายบ้านในสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเกินคาดหมาย ขณะที่วอลล์สตรีท ปิดในแดนบวกตามหลังตัวเลขภาคแรงงานอันสดใส
       
       สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 66 เซ็นต์ ปิดที่ 80.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 60 เซนต์ ปิดที่ 78.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา ประจำเดือนมกราคม ลดลงสู่ระดับ 90.4 จุด จาก 97.8 จุดในเดือนธันวาคม สวนทางกับนักวิเคราะห์คาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้น
       
       ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี(4) เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังมีข้อมูลว่าตัวเลขผู้เข้ารับสิทธิประโยชน์คนว่างงานลดลงเป็นครั้งแรกในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย
       
       ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 47.38 จุด (0.46 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 10,444.14 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 11.63 จุด (0.51 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,292.31 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 4.18 จุด (0.37 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,122.97 จุด
       
       กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีจำนวนผู้เข้ารับสิทธิประโยชน์คนว่างงานในสัปดาห์ที่แล้ว 469,000 ราย ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 29,000 ราย นับเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม

Read More

น้ำมันบวก98เซนต์-หุ้นมะกันขยับเล็กน้อยหลังวิกฤตหนี้กรีซส่อคลี่คลาย
3/3/2553 9:14:43

       เอเอฟพี - ราคาน้ำมันปิดบวก 98 เซนต์เมื่อวันอังคาร(2) หลังดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโร ขณะที่วอลล์สตรีทขยับขึ้นเล็กน้อย จากความกังวลที่คลี่คลายต่อวิกฤตหนี้สินของกรีซ
       

       สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 98 เซนต์ ปิดที่ 79.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน เพิ่มขึ้น 1.29 ดอลลลาร์ ปิดที่ 78.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       "เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นปฏิกิริยาอันรุนแรงขานรับต่อค่าดอลลาร์" จอห์น คิลดัฟฟ์ จาก ราวนด์เอิร์ธแคปิตอล ระบุ "เราได้เห็นการกลับมาแข็งแกร่งของยูโร(เมื่อเทียบกับดอลลาร์) นั่นคือปัจจัยที่ทำให้น้ำมันขยับขึ้น"
       
       ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงรักษาแนวโน้มในทางบวกได้ต่อเนื่องในวันอังคาร(2) จากการเคลื่อนไหวรวมกิจการของบริษัทต่างๆและความกังวลที่คลี่คลายต่อวิกฤตหนี้สินของกรีซ
       
       ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 2.19 จุด (0.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 10,405.98 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 7.22 จุด (0.32 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,280.79 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 2.60 จุด (0.23 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,118.31 จุด
       
       นักวิเคราะห์กล่าวว่าตลาดยังคงอยู่ในทิศทางที่สดใสหลังจากได้รับแรงกระตุ้นจากข่าวควบรวมและเข้าซื้อกิจการของบริษัทต่างๆ
       
       ในวันอังคาร(2) บริษัทผู้ผลิตปุ๋ย ซีเอฟอินดัสตรี ได้ยื่นข้อเสนอครั้งใหม่เข้าซื้อเทอร์ราอินดัสตรี บริษัทคู่แข่ง ในสัญญามูลค่าเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ ในความพยายามขัดขวางข้อตกลงควบรวมกิจการระหว่างเทอร์ราอินดัสตรีกับยารา อินเตอร์เนชันแนล บริษัทสัญชาตินอร์เวย์
       
       ความเคลื่อนไหวในแดนบวกของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากรายงานข่าวของวอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่ระบุว่ากรีซจะเสนอมาตรการรัดเข็มขัดใหม่อีก 5,400 ล้านดอลลาร์ในวันพุธ(3) เพิ่มเติมจากแผนออกพันธบัตร 10 ปีในสัปดาห์นี้ ในความพยายามระดมเงินเพิ่มสภาพคล่องในระบบ

Read More

ตลาดหุ้นสหรัฐฯบวกเล็กน้อยหลังวิกฤตหนี้กรีซส่อคลี่คลาย
3/3/2553 9:16:00

         ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงรักษาแนวโน้มในทางบวกได้ต่อเนื่องในวันอังคาร(2) จากการเคลื่อนไหวรวมกิจการของบริษัทต่างๆและความกังวลที่คลี่คลายต่อวิกฤตหนี้สินของกรีซ
       
        ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 2.19 จุด (0.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 10,405.98 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 7.22 จุด (0.32 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,280.79 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 2.60 จุด (0.23 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 1,118.31 จุด

Read More

80 Pages First < 39 40 41 42 43 > Last
space
Copyright 2009. All Right Reserved. www.fpri.or.th, www.fispri.org
HOME | ABOUT US | THE WORK | DIRECTOR MESSAGE | NEWS | EVENTS | CAREERS | OTHER SITES | CONTACT